ผู้เขียน: admin

  • อยากนัดนักข่าวแถลงข่าวนัดกี่โมงดี..โปลิศอารมณ์ดีมีคำตอบ

    อยากนัดนักข่าวแถลงข่าวนัดกี่โมงดี..โปลิศอารมณ์ดีมีคำตอบ

    การแถลงข่าว การนัดสื่อมวชชนสัมภาษณ์ เพื่อนำเสนอผลงาน ช่วงเวลาในการนัดหมาย เป็นความสำคัญไม่แพ้เนื้อหาข่าว เพราะถ้าจัดช่วงเวลาไม่เหมาะสม แทนที่เนื้อหาข่าวที่ดี จะมีโอกาสเผยแพร่ แต่กลับไม่มีโอกาสเผยแพร่ไปซะงั้น…เพราะฉะนั้น จะนัดแถลงข่าวเวลาไหน ก็ดูกันให้เหมาะสมนะจ๊ะ…รักนะ จุ๊บ #โปลิศอารมณ์

  • สื่อสังคมออนไลน์กับ การปฏิบัติการข่าวสาร สำหรับนักบริหาร

    สื่อสังคมออนไลน์กับ การปฏิบัติการข่าวสาร สำหรับนักบริหาร

    https://www.slideshare.net/yingyos/ss-139177963

    สไลด์ประกอบคำบรรยาย เรื่องสื่อสังคมออนไลน์กับการปฏิบัติการข่าวสารสำหรับผู้บริหาร หลักสูตรนักบริหารมหานคร รุ่นที่ 14 วันอังคารที่ 2 เมษายน 2562 ณ ห้องศูภมิตร โรงแรมรอยัลปริ๊นเซส หลานหลวง


  • สื่อสังคมออนไลน์กับสถานการณ์รอบไทย-สถานการณ์รอบโลก

    สื่อสังคมออนไลน์กับสถานการณ์รอบไทย-สถานการณ์รอบโลก

    หากย้อนหลังไปสัก 20 ปีที่แล้ว ช่วงเวลาแห่งการหาเสียงเป็นกอบโกยของธุรกิจสิ่งพิมพ์ ป้ายโฆษณาหาเสียง เครื่องเสียง รถขยายเสียง หรือหากยกระดับขึ้นมาสักหน่อย ก็คงเป็นพวกบริษัทออร์แกไนเซอร์….แต่ในวันนี้ ใครจะคิดว่า ธุรกิจที่ลืมตาอ้าปากได้จากการรณรงค์เลือกตั้ง จะต้องประสบปัญหาอย่างหนัก เนื่องจากผู้เล่นรายใหม่ ที่ชื่อ Social Media ได้เข้ามาทำหน้าที่นั้นเกือบจะทั้งหมดก็ว่าได้

    ในระดับอินเตอร์หน่อย สมัยอดีตประธานาธิบดีบารัคโอบามา การใช้ Twitter รณรงค์หาเสียง รวมทั้งการใช้ในการสื่อสารกับคนอเมริกันในขณะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ทำให้การรับรู้ถึงวิธีคิด รวมทั้งผลงานของท่านประธานาธิบดี ส่งตรงไปถึงมือประชาชนทั้งประเทศได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านระบบราชการ และแน่นอนความรวดเร็วในการสื่อสารโดยตรง บวกกับบุคลิกภายนอก เป็นคนหนุ่มที่ดูกระฉับกระเฉง ภาพโดยรวมของท่านประธานาธิบดีโอบามา จึงเป็นภาพของคนรุ่นใหม่ที่ดูทันสมัย ประเด็นใดที่จะเป็นประเด็นปัญหา ก็สามารถชี้แจงได้โดยตรง และในทางกลับกัน สามารถหยั่งรู้ถึงความรู้สึกนึกคิดของคนในสังคมได้โดยตรง ซึ่งความป๊อบปูล่าร์ ทันสมัย ดูเป็นกันเองเช่นนี้ จึงทำให้มีผู้ติดตามท่านประธานาธิบดีโอบามา ณ วันนี้มากกว่า 100 ล้านคน และดูจะเป็นนักการเมืองที่มีผู้ติดตามในทวิตเตอร์ มากที่สุดในโลกเสียด้วย

    มาที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริการคนปัจจุบัน นายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่หลายคนไม่นึกไม่ฝันว่านักการเมืองฝีปากกล้า แสดงออกหลาย ๆ เรื่องในลักษณะ “ขวานผ่าซาก” ว้นนี้จะได้รับเลือกจากคนอเมริกันให้มาทำหน้าที่ผู้นำประเทศกับเขาได้เหมือนกัน แน่นอนว่า การรณรงค์หาเสียงของคุณทรัมป์ คงไม่ได้เดินเคาะประตูบ้านเหมือนกับการเลือกตั้งส.ส.ในบ้านเรา การพบปะผู้คนตามเวทีดีเบตก็ตาม ตามเวทีปราศรัยใหญ่ของพรรคก็ตาม ซึ่งเป็นการรณรงค์แบบดั้งเดิมก็คงต้องเดินหน้าไป แต่การรณรงค์พูดนโยบายแบบถึงตัวคนอเมริกันโดยผ่าน ทวิตเตอร์ เป็นสิ่งที่คุณทรัมป์ แกมีความชำนาญไม่น้อยไปกว่านักการเมืองคนใดในโลกเหมือนกัน และเพราะความที่แกเป็นนักการตลาดระดับหมื่นล้านมาก่อน มีหรือว่ากลยุทธ์ในการสรรหาข้อความ สรรหาภาพที่กระแทกใจคน จะน้อยหน้าคนอื่น ๆ และการทวีตของแกก็ใช่ว่าจะจบแค่เรื่องการรณรงค์หาเสียง การใช้ชีวิตประจำวันของแก ไม่ว่าจะเรื่องอะไร สังคมโลกเป็นต้องเห็นความเคลื่อนไหวของแกผ่านสื่อสัญลักษณ์นกสีฟ้านามทวิตเตอร์ กระทั่งเรื่องราวที่ค่อนข้างจริงจัง อย่างนโยบายต่างประเทศ บางครั้งก็ยังถูกคุณทรัมป์ ระบายลงไปผ่านทวิตเตอร์ ด้วยตัวแกเองไม่ต้องผ่านคณะทำงานกลั่นกรองข้อมูลให้เมื่อย ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เสมือนความจริงใจของท่านประธานาธิบดีในทุกเรื่อง ที่ส่งตรงถึงมือประชาชน ผ่านทวิตเตอร์ ซึ่งระดับเศรษฐีที่ประสบความสำเร็จทางธุรกิจอย่างแก คงคิดดีแล้วแหละครับ ว่าทำอย่างนี้มันกระแทกใจประชาชนดี

    และถึงแม้ว่า ยอดคนติดตามคุณทรัมป์ในทวิตเตอร์ จะมีมากไม่เท่ากับโอบาม่า แต่กับจำนวน 50 กว่าล้านผู้ติดตาม ซึ่งไม่ใช่น้อยเลยสำหรับนักการเมืองอายุอานามเกิน 60 อย่างทรัมป์ ก็ถือได้ว่าไม่ธรรมดา

    กลับมาที่เมืองไทยบ้าง ถึงแม้ว่าเพิ่งผ่านสงครามการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งกันมา และจะยังมีทีท่าทะเลาะกันไม่เลิก ซึ่งก็คงต้องปล่อยไปตามเวรตามกรรมของคนในประเทศต่อไป ที่ไม่รู้ว่าจะหันหน้าไปพึ่งใคร เพราะต่างเป็นคนเก่ง คนดี คนรักชาติด้วยกันทั้งน้านนนน….เรามาพูดเรื่องของเราดีกว่า การเลือกตั้งที่ผ่านมา แม้ว่าสื่อสังคมออนไลน์ที่ชื่อว่าทวิตเตอร์ จะยังมีการใช้อยู่ในวงจำกัด เนื่องจากยุทธศาสตร์ในการใช้สื่อชนิดนี้ ยังไม่ค่อยมีความชัดเจน ประกอบกับความคุ้นเคยกับเฟซบุ๊ค ที่ครองตลาดเมืองไทยมานานกว่า และโดยที่กรุงเทพมหานครถูกขนานนามให้เป็น “เมืองหลวงของเฟซบุ๊ค” ด้วยเป็นเมืองที่มีสถิติผู้ใช้มากที่สุดในโลก ก็เลยทำให้การใช้เฟซบุ๊คในการรณรงค์ทางการเมือง รวมทั้งสื่อยอดนิยมในเมืองไทยตัวอื่น เช่นยูทูป หรือไลน์ ยังคงเป็นที่นิยมมากกว่า

    อย่างไรก็ตาม ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ซึ่งสื่อสังคมออนไลน์คงทำหน้าที่ได้เข้มข้นขึ้น และการกำหนดยุทธศาสตร์ การใช้สื่อชนิดนี้น่าจะมีความชัดเจนขึ้น ถูกกาละเทศะมากขึ้นแล้ว ทวิตเตอร์ น่าจะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือที่เหมาะสมในบางสถานการณ์ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งหากเปรียบทวิตเตอร์ ก็น่าจะเป็นสื่อที่ทำหน้าที่คล้ายกับเครื่องบินรบ ที่มีวิถีการยิงที่เร็ว แรง และแม่นยำกับเป้าหมาย ภารกิจสำคัญบางอย่างที่อยากให้ได้ผลตอบรับหรือการรับรู้ที่เร็วและแรง ทวิตเตอร์น่าจะทำหน้าที่ของมันได้ดีกว่า แต่หากต้องการผลแบบซึมลึกไม่รีบร้อน แต่ได้ปริมาณในวงกว้าง เฟซบุ๊ค หรือยูทูป ก็คงต้องรับหน้าที่เช่นนี้ต่อไป เป็นต้น

    บทสรุปในเรื่องนี้ก็คือ ประเทศเราก็คงหนีไม่พ้นกับการเปลี่ยนวิธีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารโดยใช้เครื่องมือที่ชื่อ Social Media ซึ่งความสำเร็จในหลาย ๆ ด้านไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ การค้า การบันเทิง สังคม และโดยเฉพาะการเมือง ก็มีให้เห็นในหลายประเทศมาแล้ว และแนวโน้มลักษณะนี้ ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศเปิด ทั้งเปิดรับเทคโนโลยี ความก้าวหน้าแบบเต็มรูปแบบ แบบไร้ขีดจำกัดเช่นนี้ มันก็คงหลีกไม่พ้น เหมือนอย่างหลาย ๆ ปรากฎการณ์ที่ผ่านมา ปัญหาอยู่ที่ว่า เราจะเตรียมตัวใช้ปรากฎการณ์ทางสื่อแบบนี้แบบผู้ชนะ ที่สามารถควบคุมสื่อและใช้ประโยชน์มันได้อย่างเต็มที่ หรือจะเป็นเพียงผู้เสพ ที่ทำหน้าที่นำเข้าข้อมูลเพื่อความบันเทิง เพื่อความสะใจ หรือเพื่อสร้างความแตกแยกในบ้านเมืองต่อไป….ลองตรองดูเถิด

  • ประเทศไทย ณ พ.ศ.2562 กับการใช้สื่อสังคม ออนไลน์ (Social Media)

    ประเทศไทย ณ พ.ศ.2562 กับการใช้สื่อสังคม ออนไลน์ (Social Media)

    ประเทศไทย 25 มีนาคม 2562 ผ่านพ้นวันเลือกตั้งทั่วไปมา 1 วัน หลังจากอัดอั้นตันใจมาเกือบ 8 ปี…อนิจจา เด็กสิบขวบในวันนั้น ที่ยังไม่รู้ประสีประสา ในวันที่น้ำท่วมกรุงเทพ ฯ​ครั้งใหญ่ ใครเป็นใครก็คงยังไม่มีโอกาสรู้จัก ถ้าจะมีภาพจำบ้างบางส่วน ก็น่าจะยังได้เห็นผู้หญิงวัยกลางคนกว่า ๆ หน้าตาสะสวย กับชายหนุ่มวัยใกล้เกษียณ แต่ยังดูกระฉับกระเฉง แต่งกายคล้ายทหาร ยืนทำสีหน้าคล้ายกับเป็นทุกข์ร้อน อยู่บนท้ายกระบะรถขนส่งแบบทหาร แล้วค่อย ๆ เคลื่อนที่ฝ่ากระแสน้ำ เข้าไปแจกข้าวของ ถุงยังชีพ ให้กำลังใจพี่น้องประชาชนสองข้างทางที่กำลังสาปแช่งภัยธรรมชาติที่มาเยือนโดยมิได้เชื้อเชิญ

    ภาพที่เห็น หากไม่ต้องมีคำบรรยาย การตีความตามภาพที่ถูกเผยแพร่ออกมาทางสื่อ น่าจะตีความ หญิงสาวหน้าตาสะสวยนางนั้น กับชายฉะกรรจ์มาดสุภาพบุรุษในชุดเขียวน่าจะมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ช่วยกันคนละไม้คนละมือ ช่วยเหลือประชาชนที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก และแน่นอน ภาพดังว่าเป็นการทำงานร่วมกันในภารกิจแรก ๆ ของการก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย แบบงง ๆ จะตั้งใจหรือเปล่าหรือมีคนจัดสรรให้ไม่ทราบแน่ แต่ที่แน่ ๆ ภาพ ๆ เดียวที่ถูกตีความในการทำงานอย่างขะมักขะเม้นกับท่านผู้นำกองทัพ ทำเอากองเชียร์ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก มั่นใจได้เลยว่าการบ้านการเมืองช่วงต่อจากนั้นจะต้องสงบเรียบร้อย และเกิดความร่วมมือที่ดีระหว่างการเมืองกับกองทัพ ซึ่งจากประวัติศาสตร์ความเป็นชาติไทย หากทั้งสองส่วนเข้ากันไม่ได้เหมือนน้ำกับน้ำมันบ้านเมืองคงไม่ราบรื่นเป็นแน่

    วันชื่น คืนสุข….555

    จากบทเรียนข้างต้น เพียงแค่ภาพ ๆ เดียวก็อาจทำให้มูลค่าซื้อขายในตลาดหุ้น พุ่งขึ้นกระฉูดแบบที่นักลงทุนในหลายประเทศก็คงรู้สึก งง ๆ กับปรากฏการณ์เช่นนี้ แต่สำหรับสยามประเทศ มันเป็นปรากฎการณ์ที่คนในประเทศเข้าใจได้ ว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งภาพลักษณะดังว่า หากย้อนหลังไปสัก 20 ปี ในวันที่อินเตอร์เน็ต ยังคงเป็นเครื่องมือของคนกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มเดียว อาการกระเพื่อมไหวจากการเสพภาพก็คงยังไม่เกิดผลกระทบอะไรมากนัก แต่สิบปีให้หลังมานี้ ในวันที่อินเตอร์เน็ต เปรียบเสมือนโครงสร้างพื้นฐานของคนในประเทศ และโทรศัพท์มือถือ เป็นอุปกรณ์เสมือนปัจจัยที่หก ที่ไม่ว่าคนจะยากดีมีจน มีสิทธิ์เข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ไม่แพ้กัน และดูจะเป็นเครื่องมือแสดงความเท่าเทียมของการเข้าถึงข้อมูลของพลเมืองโลกอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ อาการสั่นสะเทือนจากการเสพภาพเพียงภาพเดียวจึงทำให้เกิดผลกระทบได้อย่างที่คนในอดีตไม่เคยสัมผัสมาก่อน

    มาถึงวันนี้ เรื่องส่วนตัวของศิลปินนักร้องบางคน ที่จะว่าไปแล้วไม่ได้พิสดาลพันลึกเกินเลยไปกว่านิยายปรำปราเรื่องขุนช้างขุนแผน แต่กลับมีคนเข้าไปเสพ เข้าไปวิพากษ์วิจารณ์ ซ้ำร้ายสถานีโทรทัศน์แทบทุกช่อง วิทยุทุกคลื่น ที่ถือกันว่าเป็น “สื่อแบบดั้งเดิม” ก็ยังเอาข่าวในโลกออนไลน์มาต่อยอด มาวิพากษ์วิจารณ์กันไม่นอยไปกว่าเรื่องนาฬิกาการเมือง 

    เรื่องของคุณป๊อบ ปองกูล หรือที่ฉายาว่า “ป๊อบโลกสองใบ” เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในทุกช่องทางของสื่อกระแสหลัก ทั้งทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ ซึ่งแหล่งข่าวที่สื่อกระแสหลักเหล่านั้นนำมารายงาน รวมทั้งวิพากษ์วิจารณ์ต่อ ก็ไม่ได้มาจากแหล่งข่าวปฐมภูมิ หากแต่เป็นแหล่งข่าวที่มาจากสื่อสังคมออนไลน์เกือบจะทั้งหมด การพาดหัวข่าว หรือการอ่านเปิดหัวของผู้ดำเนินรายการต่างขึ้นต้นด้วยความรู้สึก หรือการวิพากษ์สถานการณ์ของ “ชาวเน็ต”

    ชาวเน็ต….ยุ่งอะไรกับชีวิตชาวบ้านเค้าเนี่ย

    “ชาวเน็ต”….คนพวกนี้เป็นใครกันแน่ เหตุใดจึงมีอิทธิพลต่อความคิดความอ่านของคนในประเทศ รวมทั้งสื่อกระแสหลักจนเข้ามากินพื้นที่ข่าวการเมืองซึ่งอยู่ระหว่างช่วงชุลมุน เตรียมการเลือกตั้งกันอยู่ แต่ความคิดเห็นของ “ชาวเน็ต”กลับมีพลังมากกว่าเรื่องสำคัญของบ้านเมือง จนถูกนำมาวิพากษ์วิจารณ์กันในสื่อทุกแขนง….ใช่แล้วครับ เรากำลังอยู่ในยุคที่ทุกคนไม่ว่าจะยากดีมีจน อาชีพไม่เกี่ยว การศึกษาไม่เกี่ยง แต่มีพื้นที่แสดงออก รวมทั้งพื้นที่รับสารอย่างเท่าเทียมกัน มันเป็นการแสดงออกทางประชาธิปไตยแบบเป็นรูปธรรมที่สุดตั้งแต่กำเนิดมนุษยชาติมา

    ยิ่งไปกว่านั้น นอกจากการมีพื่นที่ในการ “ปล่อยของ” แบบเท่าเทียมกันแล้ว ในทางกลับกัน พื้นที่ “รับสาร” ก็มีความเท่าเทียมไม่แพ้กัน เพียงแต่มีเครื่องมือสื่อสารที่เรียกว่า “สมาร์ทโฟน” ที่สามารถเข้าถึงสัญญาณอินเตอน์เน็ตได้ บรรดาข่าวสาร ไม่ว่าข่าวสารที่เป็นความรู้ ความบันเทิง ความเคลื่อนไหวในบ้านเมือง หรือรอบโลก ก็สามารถดึงมาอยู่ในมือเจ้าของเครื่อง “สมาร์ทโฟน” ได้ทุกที่ ทุกเวลา

    พลเมืองบนโลกใบใหม่ที่ไม่ต้องปรากฎสัญชาติ ไม่ต้องแสดงตัวตน แต่เสียงดังให้คนหวั่นไหวได้

    และถึงตรงนี้อาจสรุปได้ว่า ศควรรษนี้ ได้เปลี่ยน “ระบบนิเวศน์ในการรับรู้ข่าวสารของผู้คนในโลกไปอย่างสิ้นเชิง”  เครือข่ายที่เรียกว่าอินเตอร์เน็ต นอกจากเปลี่ยนวิถีของผู้คนในการสื่อสาร การเชื่อมโยงข้อมูล หรือแม้กระทั่งการทำมาค้าขายแล้ว ยังทำให้ผู้คนบนโลกสามารถเป็นทั้งผู้ส่งสาร ที่ทำหน้าที่ได้ไม่แพ้สถานีโทรทัศน์ วิทยุ หรือสำนักพิมพ์ ได้ไม่แพ้กัน หากเนื้อหาน่าสนใจ และขณะเดียวกัน 

    หากอยากรู้ อยากเรียน หรือมากไปกว่านั้น อยาก “เสือ….” เรื่องอะไร ความรู้บนโลกออนไลน์ ก็มีประเคนให้ไม่เลือกสถานที่ และวันเวลาเช่นกันหากอยากรู้ อยากเรียน หรือมากไปกว่านั้น อยาก “เสือ….” เรื่องอะไร ความรู้บนโลกออนไลน์ ก็มีประเคนให้ไม่เลือกสถานที่ และวันเวลาเช่นกัน

    ปรากฎการณ์นี้ บอกอะไรกับเรา….เรากำลังอยู่บนโลกที่สถานีโทรทัศน์ สถานีข่าว สำนักพิมพ์ สถานีวิทยุ สามารถเกิดขึ้นได้พร้อม ๆ กัน แบบที่เจ้าของสถานีไม่ต้องสอบใบผู้ประกาศ ไม่ต้องลงทุนด้วยเงินลงทุนหลักหลาย ๆ ล้าน ไม่ต้องมีรถถ่ายทอดสด และที่สำคัญ “ไม่มีความจำเป็นต้องตรวจสอบความถูกต้องของข่าว” แต่สามารถสรรหาอะไรบนโลกมายัดเยียดให้กับคนบนโลกใบนี้ได้แบบพร้อม ๆ กันคราวละหลายล้านช่องสถานีข่าว และในทางกลับกัน เราสามารถหาความรู้บนโลกใบนี้ได้ โดยไม่ต้องสอบเข้าโรงเรียน ไม่ต้องเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัย จากแหล่งความรู้ทั่วโลกได้พร้อม ๆ กันหลายล้านแหล่ง…ซึ่งบทสรุปที่ว่านี้ จะเป็นกุญแจสำคัญไปสู่การใช้เครื่องมือที่ชื่อว่า “สื่อสังคมออนไลน์” (Social Media) ในการดำเนินการปฏิบัติการพิเศษบางอย่างที่ถูกเรียกว่า “ปฏิบ้ติการข่าวสาร” หรือ ไอโอ ที่มาจากคำภาษาอังกฤษว่า Information Operations ซึ่งก่อนจะไปถึงเรื่องนี้ ผมขอพามารู้จักของประสิทธิภาพ การทะลุทะลวงข้อมูลของเครื่องมือที่ชื่อว่า สื่อสังคมออนไลน์อีกสักสองสามตอน…แล้วเจอกันนะขอร้าบบบบ



  • น่องทอง25…เราจะแก่ไปด้วยกัน

    น่องทอง25…เราจะแก่ไปด้วยกัน

    เสาร์-อาทิตย์ ที่ 9-10 มีนาคม 2562  พวกเราพลพรรคเพื่อนเตรียมทหาร 25 พร้อมครอบครัวในนามกลุ่มนักปั่น “น่องทอง 25” มีนัดไปปั่นจักรยานด้วยกันในย่านจังหวัดนครนายก -ปราจีนบุรี ด้วยการชักนำของ เพื่อนตู่ พ.อ.สุรินทร์ ปรึยานุภาพ รองผอ.รมน.จว.นครนายก หัวเรือใหญ่ เจ้าภาพในพื้นที่ ผู้ที่ทุ่มเทสำรวจเส้นทางซ้ำแล้วซ้ำอีก จนมั่นใจว่าเส้นทางนี้ประดาหนุ่มน้อยเตรียมเกษียณอย่างพวกเราต้องประทับใจเป็นแน่ นอกจากสำรวจเส้นทางแล้วยังมีน้ำใจตระเตรียม “ชาเขียว” ไว้ให้พวกเราดื่มกินแก้กระหายภายหลังเหน็ดเหนื่อยจากการปั่น ซึ่งชาเขียวที่พี่ตู่เตรียมมาให้ทำเอาพวกเราดื่มกินกันจนเดินเซไปเซมา ม่ายรู้ว่าแอบผสมอะไรมา แถมยังทำให้พวกเราพักผ่อนนอนหลับได้น้อยลง ด้วยว่าเสพชาเขียวของพี่ตู่เข้าไปแล้วสภาพเหมือนคนเมา นั่งล้อมวงขำกลิ้งกันทั้งคืน

    รูปหมู เอ๊ย รูปหมู่ ผองเพื่อนชมรมน่องทอง ตท.25

    แน่นอนว่าสำหรับมือใหม่อย่างผม ซึ่งไม่เคยออกนอกลู่นอกทางเลย นี่เป็นครั้งแรกที่ได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาที่บ้านให้มาปั่นกับพวกเพื่อนๆ เตรียมทหาร 25 แบบไม่ต้องกังวัลใจว่าจะไปเถลไถลที่ไหน ด้วยว่าวาจาผู้ชักชวนมาร่วมปั่น ซึ่งก็คือเพื่อนจิ๋ว พล.ต.จิรวัฒน์ พันธ์สวัสดิ์ อดีตผู้ช่วยทูตทหาร ณ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี นั้นน่าเลื่อมใสยิ่งนัก ก็เลยได้รับโอกาส ปล่อยเสือเข้าป่า เอ๊ย ปล่อยนกออกจากกรง ให้โบยบินไปกับจักรยาน Brompton ป้ายแดงได้อย่างอิสระเสรี

    กับ Brompton ป้ายแดง สีบาดตา ชมพูฟ้า สวนกุหลาบ อิอิ

    ผมมาถึงที่นัดหมายในเวลาเกือบ 17.00 น. ของวันที่ 9 มีนาคม 2562 ซึ่งเกินเวลานัดหมายไปเกือบชั่วโมง ด้วยการจราจรเส้นทางรังสิต นครนายกวันนี้ มันเข้าขั้นวิกฤติเข้าไปทุกที ระยะทางไม่ได้ไกลมากมาย แต่ใช้เวลาเกือบสามชั่วโมง หากว่าช่วงหาเสียงเลือกตั้งนี้ พรรคการเมืองไหนเสนอนโยบายแก้ปัญหาการจราจรถนนสายนี้ได้ ผมทุ่มคะแนนให้ยกครัวเลยนะ..ซิบอกให้

    กับ BMW โดยพี่แอ๊น จยย.คุ้มกัน ซึ่งทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยตลอดเส้นทางได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

    มาถึงแล้วไม่ให้เป็นการเสียเวลา ผมได้รับการจัดสรรเวลาให้ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าพร้อมเตรียมอุปกรณ์ให้เรียบร้อยภายในห้านาที มิเช่นนั้นแล้วเพื่อน ๆ ที่กระสันเตรียมตัวจะออกตัวตั้งแต่เที่ยงจะรุมแดกผมให้เดี้ยงกลับบ้านไปแบบไม่เหลือเยื่อใยในความเป็นเพื่อน ว่าแล้วก็รีบเตรียมเครื่องอุปกรณ์ “คลี่น้อง Brompton” จักรยานพับได้สัญชาติอังกฤษ ซึ่งว่ากันว่าใครได้ลิขสิทธิความเป็นเจ้าของ จะทำให้หน้าตาดูดี บุคลิกน่าเลื่อมใส…สรุปว่าดูดีมีชาติตระกูลขึ้นอีกเยอะ 555….ว่าแล้วก็ขึ้นควบน้อง “บร๊อมทั่น” ในทันทีโดยมิรอช้า (Brompton อ่านออกเสียงว่า บร๊อมทั่น ไม่ใช่ บรอมตั้น…ซึ่งจะทำให้จักรยานไฮโซดูโลโซไปทันที 555)

    ฝูงจักรยาน “น่องทอง25” ต่างล่องลอยไร้กังวลในเส้นทางสุดแสนจะโรแมนติก

    ตลอดเส้นทางการปั่นในช่วงเย็น มุ่งหน้าสู่เขื่อนขุนด่านปราการชล บนเส้นทางเล็ก ๆ แต่เต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ อากาศเย็นๆ เป็นใจให้การปั่นของพวกเราในวันนั้นไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยหรือท้อแท้กับเส้นทางกว่ายี่สิบกิโลเมตร ใครคนนึงในกลุ่ม “น่องทอง 25” บอกกับผมไว้ตั้งแต่ต้นแล้วว่า เราไม่เน้นความเร็ว แต่เราจะไปพร้อม ๆ กัน เก็บเกี่ยวความสุข ความสวยงามระหว่างทางไปด้วยกัน ประหนึ่งว่าได้ทั้งความสุขทางใจ กับสุขภาพที่แข็งแรงไปด้วยกัน เพื่อนบางคนพาครอบครัว พาลูกเล็กมาร่วมกิจกรรมกับพวกเราด้วย ซึ่งเด็ก ๆ เหล่านั้น ก็มุ่งมั่นที่จะไปพร้อม ๆ กับลุง ๆ อา ๆ แบบไม่รู้เหนื่อยเช่นกัน …ใช่แล้วครับมันเป็นความสุขง่าย ๆ มันเป็นทางเดินของชีวิต ที่ดูเหมือนจะธรรมดา ไม่มีพิธีรีตรอง ไม่มีมูลค่ามากมาย แต่เต็มไปด้วยความแช่มชื่นหัวใจ ที่ไม่สามารถซื้อหาได้ด้วยเงิน

    สมาชิก “น่องทอง 25” ในเย็นวันเสาร์ที่ 9 มีนาคม 2562…บันทึกไว้เป็นหลักฐาน…เราจะแก่ไปด้วยกัน

    พวกเราจบกิจกรรมสำรวจเส้นทางยามเย็น ไว้ที่เวลา 18.45 น. หลังจากนัดแนะเวลารับประทานอาหารเย็นกันแล้ว ก็แยกย้ายไปล้างเนื้อล้างตัว เปลี่ยนเสื้อผ้ามาเจอกันอีกครั้ง และจากความเหนื่อยเล็ก ๆ กับเส้นทางไม่ไกลนัก ก็ทำให้หลายคนหิวโซได้เหมือนกัน อาหารหน้าตาบ้าน ๆ กับร้านใกล้ ๆ ที่พัก จึงทำให้หลายคนเหมือนได้ขึ้นสวรรค์…เรารับประทานอาหารเย็นกันจนเวลาใกล้สามทุ่ม ซึ่งจะว่าไปแล้วก็สมควรกับเวลาที่ควรจะไปพักผ่อน เพื่อเตรียมกายเตรียมใจไว้สู้ศึกในวันรุ่งขึ้น แต่ด้วยความที่ “ชาเขียวลังใหญ่” ถูกบรรจงตระเตรียมไว้รองรับบรรดาเหล่าสมาชิก “น่องทอง 25 ” แล้วตั้งแต่ตะวันยังไม่ตกดิน ก็เลยทำให้พวกเราจำเป็นต้องมานั่งล้อมวง ชงชาเขียว เล่าความหลัง ฟังเรื่องขำ กันต่อ

    ล้อมวงกินข้าว เล่าความหลัง เติมพลังหนุ่ม

    ชาเขียว กระป๋องแล้วกระป๋องเล่า ถูกกระชากห่วงพร้อมรินเข้าปากสมาชิกอย่างไม่เกรงใจตับ ทำให้บรรยากาศการสนทนาธรรมท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นใจ เป็นไปอย่างสนุกสนาน หลายคนทนปวดฉี่ ไม่อยากลุกไปไหน เนื่องด้วยกลัวว่าหากตัวไม่ปรากฎในวงชาเขียว จะถูกเหล่าสมาชิกที่เหลือ ลอบแทงหลังทันที 555… ช่วงเวลาในวงชาเขียวกับความสุขเล็ก ๆ ที่ได้อยู่ท่ามกลางสมาชิกเพื่อน ๆ นักเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 25 มันทำให้ชีวิตของผมในช่วงนั้น รู้สึกมีคุณค่า อยากมีอายุยาว ๆ เพื่อว่าจะได้ลิ้มรสกลิ่นอายแห่งความสุขเช่นนี้ไปอีกนาน ๆ ซึ่งผมก็เชื่อเหลือเกินว่า พวกเราในกลุ่มก็คงรู้สึกเช่นนั้นเหมือนกับผม…โอ้ว แม่เจ้า ! เผลอแป๊บเดียว ใครคนนึงตะโกนขึ้นมาในวงว่า “ตีหนึ่งแล้วจ้าาาา” ….ตายหล่ะ พรุ่งนี้ต้องตื่นตั้งแต่หกโมงเช้า เพื่อเตรียมเคลื่อนขบวนในเส้นทางอีกกว่า 50 กม. …ไม่ง่วงก็ต้องนอน ทุกคนหุนหันพลันลุกจากวงชาเขียวไปแบบไม่เกรงใจกระป๋องชาเขียวที่เหลืออีกมากมายเพื่อไปนอนสะสมพลังไว้สู้ต่อ….เราจะปั่นไปด้วยกัน

    ตรวจสอบสภาพลมยาง “บร๊อมทั่น” ก่อนลงสนามจริง

    06.30 น. ของเช้าวันที่ 10 มีนาคม 2562 ได้เวลานัดหมายในการเติมพลังอาหารเช้าก่อนออกเดินทาง สมาชิกน่องทอง 25 ทยอยมาร่วมเสพกาแฟ พร้อมอาหารเช้าเบา ๆ ก่อนตะลุยเส้นทางระยะยาวไปพร้อมกัน หัวข้อสนทนาหยอกล้อที่ค้างคากันตั้งแต่เมื่อคืนยังไม่สิ้นสุด ยังคงนำมาสนทนาเหน็บแนมกันยามเช้าเป็นกับแกล้มกาแฟอย่างสนุกสนาน หลายคนตระเตรียมความพร้อมของจักรยานคู่ใจ บ้างเติมลมยาง บ้างเหยียดยืดร่างกาย เพื่อให้การปั่นระยะทาง 50 กม. กว่า ๆ ราบรื่น ไม่เป็นภาระกับตัวเองและเพื่อนร่วมทาง สมาชิกบางคนขอถอนตัวจากการปั่นยามเช้า ด้วยฤทธิ์ชาเขียวยังคงทำหน้าที่ขับกล่อมไม่ให้มีกำลังวังชาเงยหน้าเงยหัวลุกมาจากที่นอน 555

    สบายอารมณ์ระหว่างทาง

    พวกเราเริ่มออกเดินทางออกจากจุดสตาร์ท ที่เวลา 07.30 น. เพื่อนบางคนมีครอบครัว ลูกเมีย มาร่ำลา สั่งเสีย กอดกันกลม ราวกับจะไปสนามรบแล้วคงไม่มีโอกาสกลับมาเจอะเจอกันอีก ผมเห็นภาพนั้นแล้วความรู้สึกเริ่มหวั่นไหว เนื่องจากเป็นสนามแรกของผม แต่เป็นสนามที่นับไม่ถ้วนแล้วของเพื่อน ๆ หลายคน ใจเริ่มเต้นแรง และคิดประหวั่นไปว่า เอ..รึว่าเราจะโดนหลอกมาทำอะไรอะเปล่า ทำไมมันต้องร่ำลากันขนาดนี้ด้วยฟะ

    แต่ไหน ๆ ก็ไหน ๆ โดนป้ายยาทั้งซื้อรถหรู นาม Brompton ทั้งมาประลองสนามโดยที่ไม่เคยมีความรู้เรื่องเส้นทางมาก่อน where where ก็ where where เป็นไงเป็นกัน ออกสตาร์ทพร้อมจักรยานคันหรูสีชมพูฟ้าด้วยจิตใจมุ่งมั่น ว่า “กรูต้องไม่ตาย” 555

    อากาศยามเข้าตลอดเส้นทาง กับบรรยากาศสวย ๆ ของทั้งสองข้างทาง ทำให้จิตใจของผมล่องลอยไปเหมือนอยู่ในอีกโลกหนึ่ง ซึ่งไม่เคยพบเห็นมาก่อน อากาศในฤดูร้อนของเดือนมีนาคม ไม่คิดว่าในดินแดนที่มีระยะทางหากจากกรุงเทพ ฯ เพียงชั่วโมงเศษ ๆ อุณหภูมิความเย็นและอุณหภูมิความสุข จะแตกต่างกันมากมายขนาดนี้ พวกเราปั่นไปพร้อมกันช้า ๆ ความเร็ว ประมาณ 18-22 กม.ต่อชั่วโมง ซึ่งในวงการนักปั่นถือว่าเป็นระดับ “อนุบาล” เว้นแต่เพื่อนบางคนที่พละกำลังเหลือเฟือ ผ่านการฝึกมาสารพัดหลักสูตร แถมสำทับเกทับเพื่อน ๆ มาอีกว่า ทุกหลักสูตรที่ผ่านมานั้น ล้วนเป็น Number One ตลอด ดังนั้นจะมาปั่นระดับอนุบาล ดูจะเสียหน้าเป็นอย่างมาก ก็เลยต้องทำความเร็ว หายวับไปกับสายลมยามเช้าโดยที่เราก็ไม่รู้ว่าเค้าหายไปไหน 555

    ทิวทัศน์ที่พักริมทาง หลังร้านกาแฟระหว่างทางนักปั่น

    เราปั่นแบบเรื่อย ๆ มาเรียง ๆ พักตามจุดที่พักสวย ๆ ถ่ายเซลฟี่กันบ้าง แวะชื่นชมความงามของดอกไม้ริมทางกันบ้าง (อย่าเข้าใจว่าเราเป็นพวกเผ่าพันธุ์พิเศษนะครับ ว่าเราเป็นพวกเผ่าพิเศษ หรือพวก “สองซิม” เพียงแต่ความงามระหว่างทางที่เราปั่นมันทำให้เราอดไม่ได้ที่จะต้องแวะทักทายกับธรรมชาติบ้าง) บางจุดที่แวะ เป็นร้านกาแฟสวยงาม รสชาติดี ที่ผมก็คาดไม่ถึงว่ามาตั้งปักหลักอยู่ในป่าในดงอย่างนี้ได้ยังไง

    นั่งพักดื่มกาแฟ คุยโม้ เกทับบลั๊ฟแหลก

    แน่น่อน ว่าตลอดเส้นทางการปั่น ไม่ได้มีแต่ความราบรื่นสวยงาม ปัญหาอุปสรรคย่อมต้องมีเป็นธรรมดา ซึ่งภูมิประเทศตามเส้นทางปั่นบางส่วนเป็นเนิน เป็นเส้นทางขึ้นเขา มุ่งหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ นักปั่นระดับอนุบาล ย่อมต้องทนทุกข์ทรมาณกับการปั่นขึ้นเนินระยะทางไกล ๆ ผมพร้อมเจ้าBrompton คู่ใจ เห็นระยะขึ้นเนินอยู่ลิบ ๆ ก็คิดว่าคงเป็นแค่ระยะสั้น ๆ ระดับเด็กอนุบาล แต่พอเข้าสู่สถานการณ์จริง ผมก็แอบคิดดัง ๆ พร้อมกับเพื่อน ๆ หลายคนว่า…”กรูจะมาทรมาณตัวเองอย่างนี้ เพื่อ…..?” 555… แต่ในที่สุดเราก็ผ่านมันมาได้ด้วยกัน ไม่มีใครเสียฟอร์มลงจากอานรถคู่ใจ แล้วเดินจูงมันเดินขึ้นเนิน ซึ่งหากใครก็ตามที่ทำเยี่ยงนั้น คงต้องโดนเผา โดนล้อเลียน โดนรุมยำ จนต้องแทรกแผ่นดินหนีเป็นแน่ ซึ่งโชคดีของผมที่เจ้า “บร๊อมทั่น” คู่ใจ ถึงแม้จะตัวเล็ก แต่ก็ไม่ทำให้เสียหน้า อิอิ

    แอ๊คท่า ถ่ายหน้าร้านกาแฟระหว่างทาง…คอนเฟิร์มว่า สวยงาม คู่ควรกับการแวะทักทายถ่ายรูปและลิ้มรสกาแฟยามเช้า สาย บ่าย เย็น เป็นอย่างยิ่ง

    ทริป “น่องทอง 25 นครนายกทัวริ่ง” เสร็จสิ้นเอาที่เวลาเที่ยงเศษ ๆ ซึ่งเกินกว่าเวลาที่พวกเราคาดการณ์เอาไว้ เนื่องจากความสวยงามของเส้นทางที่ทำให้อดใจไม่ได้ที่จะแวะลงไปชื่นชม บวกกับเวลาแห่งความสุข ที่ได้นั่งหยอกล้อ อำกันระหว่างเส้นทาง จนลืมไปว่าเรายังต้องมีระยะทางอีกยาวไกลที่จะปั่นต่อ แต่มันก็ทำให้การปั่นครั้งนี้เราได้เก็บความสุขเล็ก ๆ กลับไป เพื่อต่อลมหายใจให้มีชีวิตอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงที่พวกเรายังคงต้องต่อสู้ไปอีกยาวไกล พวกเราสัญญากันว่าจะต้องมีเรื่องราวดี ๆ เช่นนี้เกิดขึ้นอีกในไม่ช้า เรื่องราวที่เกิดบนอานจักรยาน ซึ่งหลายคนคงนึกไม่ออกว่ามันจะสามารถสร้างความรู้สึกดี ๆ สร้างความสุข สร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับชีวิตได้อย่างไร แล้วมันก็คงเป็นโชคดีของผมด้วย ที่โดนพี่จิ๋วป้ายยา ให้ซึ้อจักรยานที่ผมคิดว่าในชีวิตหนึ่งถ้าคิดเองคงไม่กล้าซื้อจักรยานราคาเยี่ยงนี้ให้กับตัวเองเป็นแน่ และโดนซ้ำสองด้วยการเคี่ยวเข็ญให้มาปั่นทริปนี้อีก ดูผมจะเป็นคนใจง่าย ที่แม้จะทำงานอยู่ “กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด” (บช.ปส.) แต่ก็ใจง่ายไปกับยาที่พี่จิ๋วแอบนำมาป้ายโดยไม่รู้ตัวได้เช่นนี้…แต่หลังจากที่ผมได้เจ้า “บร๊อมทั่น” มาเชยชม บวกกับได้มาประลองสนามกับเพื่อน ๆ ที่นี่ ผมยืนยันได้เลยว่า มันเป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่ามาก….ฟันธง !

    อยู่ระหว่างตัดสินใจว่าจะขึ้นไปดูช้างระหว่างทางที่เขาใหญ่ดีรึเปล่า…แต่ใครบางคนตะโกนมาว่า พวกมรึงไปกันเหอะ กรูไม่ว่าง…555

    ขอบคุณเพื่อน ๆ ที่หลายคนก็โดนป้ายยาให้เรามาพบกันครั้งนี้ และผมก็อยากจะขอร้องแกมบังคับด้วยว่า ครั้งต่อไป ไม่ว่าพวกมรึงจะไปปั่นกันที่ไหน อย่าลืมป้ายยากระพ้ม อีกสักครา ซึ่งครั้งหน้าขอสัญญาว่า จะไม่เอาเรื่องความเก่ง ความดี ความเลอเลิศ ของน้อง “บร๊อมทั่น” มาเกทับเพื่อน ๆ อีกแล้ว เพราะมั่นใจเหลือเกินว่าครั้งหน้าเราจะ “บร๊อมทั่นไปด้วยกัลลลล” 555 ….สวัสดี รักนะ จุ๊บ ๆ

  • สถานการณ์ยาเสพติดด้านชายแดน สปป.ลาว

    สถานการณ์ยาเสพติดด้านชายแดน สปป.ลาว

    เส้นทางลักลอบขนยา ของขบวนการ”เสี่ยลัน”

    เจาะชายแดนต้นทางยาเสพติด

    เส้นทางยาเสพติดภาคอีสาน

    เส้นทางขบวนการ “เสี่ยลัน”

    รู้จักกับ บช.ปส.

    กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด from Pol.Maj.Gen.Yingyos Thepjumnong PhD