หมวดหมู่: My Police Diary

  • ผมเป็นผู้การจังหวัดสระแก้ว…ครับพ้ม

    ผมเป็นผู้การจังหวัดสระแก้ว…ครับพ้ม

    ปล่อยแถวระดมกวาดล้าง
    ปล่อยแถวระดมกวาดล้าง

    4 ตุลาคม 2556 …  ผมได้รับคำสั่งให้มาทำหน้าที่เป็นประธานในการปล่อยแถวระดมกำลังออกกวาดล้างอาชญากรรม ที่ อ.อรัญประเทศ จว.สระแก้ว  (จว. แปลว่า จังหวัด….ภาษาย่อของคำว่าจังหวัดตามแบบธรรมเนียมตำรวจ ครับพ้ม)….ประเดิมงานแรกในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดของจังหวัด “สระแก้ว” จังหวัดชายแดนด้านตะวันออกของประเทศ ทีี่มีอาณาเขตติดกับประเทศกัมพูชา

    ไหว้พระรับตำแหน่ง
    ไหว้พระรับตำแหน่ง

    งานแรกของผมในวันนั้น เรียกได้ว่า แทบไม่ได้ตั้งตัวมาก่อน ด้วยว่า คำสั่งที่จะให้มาทำหน้าที่ ค่อนข้างเป็นเรื่องฉุกละหุก  การมาทำหน้าที่ของผมในห้วงเวลานี้ ยังไม่ได้มาแบบเป็นทางการเต็มร้อย เนื่องจากต้องรอพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งแบบเป็นทางการเสียก่อน ดังนั้นการมาในครั้งนี้ จึงมาแบบที่เรียกว่า “รักษาราชการแทน” ต่อเมื่อ ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ​ มาแล้ว ตำแหน่ง พร้อมยศ จึงเร่ิมใช้แบบเป็นทางการ

    รับเครื่องหมายยศพลตำรวจตรี
    รับเครื่องหมายยศพลตำรวจตรีจากผบ.ตร.

    ตื่นเต้นครับ…ก็เกิดมาเพิ่งจะเคยเป็น “ผู้การ” ถึงแม้ว่าครั้งนี้จะมาแบบยังไม่เต็มสูบ แต่บอกได้เลยครับ ใจหน่ะ..เกินร้อย ด้วยได้รับการสบประมาท จากเพื่อนพ้องน้องพี่หลาย ๆ คน ว่าน้ำหน้าอย่างผมจะทำได้เหรอ มาเป็นผู้การจังหวัดหน่ะ…คอยดูกันไปแล้วกันนะครับ พี่น้อง

    ทำให้ดีนะ...ไอ้น้อง..คำสั่งเสียของพี่อู๋...ผบ.ตร.ซูเปอร์ฮีโร่ของผม
    ทำให้ดีนะ…ไอ้น้อง..คำสั่งเสียของพี่อู๋…ผบ.ตร.        ซูเปอร์ฮีโร่ของผม
    พี่อู๋...พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว...ความภาคภูมิใจ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
    พี่อู๋…พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว…ความภาคภูมิใจ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

    หลังจากนี้ ผมคงมีเรื่องสนุก ๆ ในฐานะ “ตำรวจบ้านนอก” มาเล่าสู่กันฟัง นะครับพี่น้อง …ซึ่งแน่นอน ส่ิงที่ผมจำเป็นต้องเดินหน้าต่อไปนี้ ซึ่งไม่รู้ว่าผมจะมีเวลาอีกกี่วัน กี่เดือน หรือกี่ปี คือการพิสูจน์ คือการสร้างความเป็น “ตำรวจมืออาชีพ” ให้กับพี่น้องตำรวจสระแก้วของผม ตาม “วิชั่น” ของท่านผู้นำ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ที่ฝันอยากจะให้พวกเราได้เป็นตำรวจมืออาชีพ เพื่อความผาสุกของประชาชน ตามวิสัยทัศน์ที่ประกาศให้โลกได้รับรู้  ซึ่งผมในฐานะที่เป็นผู้นำหน่วยเล็ก ๆ กำลังพล 1,400 กว่านาย แห่งนี้ “จำเป็น” ต้องทำสิ่งนี้ให้สำเร็จให้ได้ แล้วผมก็หวังว่าพี่น้องคงให้ความเห็น คงมีข้อแนะนำ ให้กับผมบ้างนะครับ…เขียนข้อคิดเห็น comment มาได้ ใต้บทความนี้เลยครับ….ขอบคุณคร้าบ

    ตรวจการตั้งจุดสกัด หลังจากปล่อยแถวระดมกวาดล้าง  @ อ.อรัญประเทศ จว.สระแก้ว เมื่อ 4 ต.ค.56
    ตรวจการตั้งจุดสกัด หลังจากปล่อยแถวระดมกวาดล้าง @ อ.อรัญประเทศ จว.สระแก้ว เมื่อ 4 ต.ค.56

     

  • ตำรวจป่วย !

    ตำรวจป่วย !

    ไข้หวัดใหญ่ 10-03-56 /1
    ไข้หวัดใหญ่ 10-03-56 /1

    10 มีนาคม 2556 เวลา 10.30 น. ผมถูกหามส่งโรงพยาบาลวิชัยยุทธ อาการจับไข้หนาวสั่น เนื้อตัวหมดเรี่ยวหมดแรง ทำให้ผมไม่อาจพึ่งยาจากร้านขายยาข้างถนนเพื่อบรรเทาอาการได้  เดิมทีคิดว่ากินยาติดต่อกันซักสี่ห้าครั้ง ดื่มน้ำมาก ๆ นอนเยอะ ๆ มันก็น่าจะหาย แต่จนแล้วจนรอด มันก็ไม่อาจจะต้านทานเชื้อไวรัสที่เข้ามาแผ่ซ่านในกระแสเลือดได้  ไปถึงโรงพยาบาล คุณหมอได้ฟังอาการก็พอเดาออกว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ แต่จะเป็นสายพันธุ์ไหน ต้องตรวจละเอียดดูอีกครั้ง ซึ่งหลังจากเจาะเลือด ไชโพรงจมูก เอกซเรย์ปอด …ผลก็สรุปได้ว่า ผมเป็นไข้หวัดใหญ่ 2010 สายพันธุ์ล่าสุดที่พัฒนามาจากไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่เมื่อไม่กี่ปีมานี้เป็นที่ฮือฮา วิ่งหายาที่ชื่อ Tamiflu กันจนแทบขาดตลาด

    วันนี้ ผมคงไม่ได้มาคุยเรื่องส่วนตัวว่าด้วยอาการป่วยให้ฟัง แต่สิ่งที่อยากจะพูดถึงก็คือเรื่องสุขภาพพลานามัยของคนเป็นตำรวจ ตำรวจน้อยใหญ่หลาย ๆ คนมองเรื่องสุขภาพเป็นเรื่องไกลตัว ยิ่งไปกว่านั้น ผู้บังคับบัญชาตำรวจ  ก็มักทำตัวเป็นตัวอย่างในเรื่องการ “ทุ่มเททำงาน” จนไม่ได้ใส่ใจสุขภาพตัวเอง บางคนบ่นว่าไม่มีเวลาดูแลตัวเอง ไม่มีเวลาออกกำลังกาย เพราะต้องคร่ำเคร่งกับการทำงาน….ฟังดูถ้าไม่คิดมากก็ดูดีครับ แต่ถ้าลองคิดเยอะ ๆ  ระหว่างคิดก็ลองเปิดเพลงของน้องทาทายัง สมัยยังผอมเพรียวเมื่อซักเกือบ 20 ปีที่แล้ว ที่เธอร้องว่า “….ก็เธอไม่รักตัวเอง ไม่เคยดูแลแม้ตัวเอง แล้วเธอจะรักฉันยังไง….”  น่านซิครับ ผมเห็นด้วยกับน้องทาทา เธอทุกประการ ตัวเองยังไม่รัก ครอบครัวยังบอกว่าไม่มีเวลา แต่อาสาว่าจะดูแลประชาชน…ผมว่ามันออกจะ Drama ไปหน่อยกระมังครับ

    ตำรวจเป็นอาชีพที่ต้องใช้ทั้งสติปัญญา และพละกำลัง ดังนั้น ถ้าสติปัญญาไม่ดี ไม่เคยรู้โลก ไม่เคยมีความรู้รอบตัวและไม่หมั่นหาความรู้ การจะไปรู้เท่าทันโจรหน่ะ มันคงเป็นไปได้ยาก แล้วยิ่งโจรทุกวันนี้ หาใช่ “โจรกระจอก” ที่ไหน โจรส่วนหนึ่งก็เรา ๆ ท่าน ๆ ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ บางคนเป็นนักเทคนิคคอมพิวเตอร์ แต่ตำรวจไทยบางคนปากก็พร่ำบ่นว่าต้องใช้เทคโนโลยีในการทำงาน แต่ลองให้เปิดเคร่ื่องคอมพิวเตอร์ทำงานซิครับ ดูเหมือนมือไม้ขาแข้งจะสั่นไปหมด….ไม่ต้องถึงกับเป็นผู้ชำนาญการหรอกครับ เอาแค่ว่า หากลูกน้องป่วย ลูกน้องลา ก็พอจะมาขยับเมาส์ส่ายไปส่ายมาทำงานได้บ้างก็โอเคแล้ว

    ส่วนเรื่องกำลังกายหน่ะเหรอครับ ไม่ต้องอะไรมาก เอาแค่ออกกำลังกายตามหลักการหนังสือสุขศึกษาชั้นประถม 4 ของลูก ไม่ต้องรูปหล่อกล้ามใหญ่ แค่นี้ก็นับว่าเป็นบุญกุศลแล้วหล่ะครับ …เรื่องการออกกำลังกายนี้ ผมอยากจะเล่าให้ฟังถึงความเอาจริงเอาจัง และการเป็นคนที่มีหลักการเข้มแข็ง เป็นคนมีวินัย ในเรื่องการออกกำลังกายอย่างมาก นั่นก็คือท่านอดีตผบ.ตร. พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ครับ ทุกวันหลังจากห้าโมงเย็น หากท่านไม่ติดภารกิจที่ไหน ท่านจะเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วนำลูกน้องวิ่งรอบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทุกวัน เรียกได้ว่าท่านทำกันเป็น รปจ. (ระเบียบปฏิบัติประจำ) กันเลย เสร็จแล้วท่านก็อาบน้ำอาบท่า มานั่งทำงานต่อ …อย่างงี้แหละครับ ผมว่าท่านทำหน้าที่ต่อตนเองได้ครับถ้วน (พ้นฤดูเลือกตั้งผู้ว่ากทม.แล้วนะครับ…ผมไม่ได้เชียร์ท่านเป็นพิเศษ อิอิ)

    ผมว่าบางที ตำรวจคงต้องหันหน้ามาพูดความจริงกันบ้าง ตำรวจก็ “มนุษย์” คนหนึ่งครับ ไม่ใช่ผู้วิเศษที่มีสติปัญญา พละกำลังเหนือคนอื่น ตำรวจก็เป็นคนที่ต้องมีครอบครัว ต้องพัฒนาตัวเอง เพราะฉะนั้น คำว่า “ตำรวจเก่ง” ผมว่าน่าจะเป็นคนที่จัดสรรเวลาระหว่าง เวลางาน เวลาส่วนตัว เวลาครอบครัว ได้อย่างเหมาะสม สามส่วนนี้ต้องไปด้วยกันครับ เพราะถ้าทำงานเก่งเหลือหลาย แต่ไม่มีเวลาอบรมให้คนในครอบครัวเป็นคนดี ยิ่งไปกว่านั้นคนในครอบครัวก็กลับไปสร้างปัญหาให้สังคมซะอีก ซึ่งละครฉากนี้ หาดูได้ไม่ยากตามแฟลตตำรวจทั่วไป ที่เกือบจะร้อยละร้อย อุดมไปด้วยลูกตำรวจเกเร เมียตำรวจติดการพนัน ฯลฯ ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ เท่ากับว่าตำรวจกำลังเป็นตัวสร้างปัญหาให้กับสังคมซะเอง

    ส่วนตัวตำรวจเอง หากไม่ดูแลร่างกายตัวเอง ไม่กินอาหารที่มีประโยชน์ ไม่ออกกำลังกาย กำลังวังชาไม่มี อ้างว่าทุ่มเทกับการทำงาน ถามว่าเวลาวิ่งไล่จับผู้ร้าย จะมีปัญญาย้ายพุงอ้วน ๆ ว่ิงไล่ตามผู้ร้ายได้ยังไงครับ หนักไปกว่านั้นถ้าทิ้งขว้างร่างกายให้อุดมไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บ ก็ต้องเดือดร้อนเงินภาษีของประชาชน ที่ต้องมาจ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาลให้พวกเราอีก

    การเจ็บป่วยของผมครั้งนี้ ทำให้ผมได้คิดอะไรอีกเยอะ ทั้ง ๆ ที่ปกติผมเป็นประเภท “เด็กอนามัย” อยู่แล้ว หายป่วยครั้งนี้ ผมคงต้องเพิ่มมาตรการ เพิ่มความเคร่งครัดในการดูแลตัวเองขึ้นไปอีก….เวลาป่วยต้องนอนโรงพยาบาล แล้วมีคุณแม่ ซึ่งวัยกว่า 70 แล้วมานั่งเฝ้านอนเฝ้า ทั้ง ๆ ที่ตลอดเวลาผมไม่เคยเห็นคุณแม่ผมไปนอนป่วยอยู่ในโรงพยาบาลแล้วผมต้องไปนอนเฝ้าเลย หรือแม้กระทั่งลูกและภรรยาที่บ้าน ที่ต้องมาเดือดร้อน เสียทั้งเวลา เสียทั้งเงินทองที่น่่าจะเอาไว้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน กลับเป็นต้องเอามาดูแลคนป่วย….ภาพอย่างนี้ เห็นแล้ว “อาย” ครับ

    เพราะฉะนั้น ด้วยเกียรติของลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่….ผมขอสัญญาว่า หายป่วยครั้งนี้ ผมจะดูแลร่างกาย ดูแลสังขารที่เหลืออยู่ให้ดีที่สุด ไม่ให้เป็นภาระกับใคร และสามารถทำประโยชน์ให้กับส่วนรวมได้ต่อไป….ครับพ้ม !

    ไข้หวัดใหญ่ 10-03-56 /3
    ไข้หวัดใหญ่ 10-03-56 /3
  • เคารพเอื้อเฟื้อต่อหน้าที่

    เคารพเอื้อเฟื้อต่อหน้าที่

     

    ตรวจสน.หัวหมาก-25/02/2556
    ตรวจสน.หัวหมาก-25/02/2556

    หมู่นี้ไม่รู้เป็นไง ข่าวเกี่ยวกับความประพฤติในทางเสื่อมเสียของตำรวจ ปรากฏทางสื่อมวลชนกันแทบทุกสัปดาห์    ทั้ง ๆ ที่เรามีผู้นำที่ดูจะเข้มข้นจริงจัง ที่จะสร้้าง “ภาพใหม่” ให้ปรากฏอย่างพี่อู๋ “พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว” รวมทั้งเรามีระบบการควบคุมระบบการตรวจสอบภายในที่ดูเหมือนจะเข้มแข็ง แต่ก็ยังไม่วายที่จะพบการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปรากฏให้เห็นอยู่เนือง ๆ ทำให้วิสัยทัศน์ของท่านผบ.ตร.ที่อยากจะเห็นความเป็น “ตำรวจมืืออาชีพ” ดูยังคงเลือนลางห่างไกลความเป็นจริงอยู่มากโข

    แต่ยังไงก็ตาม หากวิเคราะห์เจาะลึกแล้วมองด้วยความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เวลาที่เราเห็นข่าวไม่ดีไม่งามของตำรวจ บางทีเราอาจจะมองเห็นอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ ดังตัวอย่างคลิปวิดีโอเรื่องที่ผมกำลังจะเอามาเป็นตัวอย่างให้ดู พิจารณาผิวเผินแล้วก็น่าจะเป็นเรื่องตำรวจจราจรเรียกรับผลประโยชน์จากผู้กระทำผิดกฏหมาย ไม่ต้องคิดมาก เรื่องนี้ตำรวจตกเป็นจำเลยสังคมเต็มประตู แต่ดูก่อน พี่น้องครับ ผมอยากจะแยกแยะประเด็นอย่างนี้ครับ ประเด็นแรก คนขับรถคันดังกล่าวกระทำผิดจริงตามที่ถูกตำรวจกล่าวหาหรือไม่ แล้วก็ดูเหมือนคนขับคันดังกล่าวฟังจากคำพูดคำจา อากัปกริยา น่าจะเป็นคนที่มี “แต้มต่อ” ทางสังคมมากพอดู การศึกษา อาชีพ ก็คงสูงส่งพอสมควรเหมือนกัน ดังนั้นการรับรู้เรื่องกฏบัตรกฏหมาย ก็คงไม่บกพร่องเป็นแน่


    ประเด็นต่อมา การกระทำของคนขับดูเหมือนเป็นการจงใจ “ขุดบ่อล่อปลา” หรือการ “ตกเบ็ด” มากกว่าที่จะให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ เป็นการล่อให้เหย่ือมาติดเบ็ด โดยที่ก็รู้อยู่แล้วว่า “กระบวนการยุติธรรมข้างถนน” แบบนี้ ตำรวจชั้นผู้น้อยที่ “แต้มต่อ” ทางสังคมแทบจะไม่มีให้เห็น จะสามารถตกเป็นเหยื่อ โดยที่คนตกเบ็ด ที่สามารถเอาเหยื่อมาประจานให้โลกได้รู้ผ่านทางเทคโนโลยีการสื่อสารที่รวดเร็วแบบนี้ จะสามารถเป็นพระเอก ได้รับคำชื่นชม ได้รับเสียงตบมือ จนสามารถเป็นฮีโร่ได้ด้วยความเหนือชั้นกว่าในทุก ๆ ด้านเมื่อเทียบกับความเป็น “ตำรวจชั้นผู้น้อย”

    ประเด็นสุดท้าย ที่ผมอยากจะให้สังคมคิดร่วมกัน แล้วต้องช่วยกันพยายามฝ่าฝันให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้จริง ๆ ก็คือความรู้หน้าที่ของแต่ละฝ่าย แล้วมุ่งมั่นทำตามหน้าที่ โดยเฉพาะฝ่ายผู้ให้ ซึี่งอันที่จริงแล้วน่าจะเรียกว่าผู้ “ติดสินบนเจ้าพนักงาน” ด้วยซ้ำ หากไม่มีการให้ ไม่มีการเห็นด้วยกับกระบวนการยุติธรรมข้างถนนเช่นนี้ เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ก็คงไม่มีให้เห็นเป็นแน่ แต่เรื่องอย่างนี้ เกิดมาช้านานซ้ำแล้วซ้ำเล่าเปรียบเหมือน “ผีเน่ากับโลงผุ” เจอกันเมื่อไหร่ก็แยกไม่ออกว่าใครถูกใครผิด แต่เวลานำเอาไปพูดกันในสังคม ตำรวจซึ่งแต้มต่อในสังคมไม่มีให้เห็นอยู่แล้วก็คงต้องเป็นฝ่ายผิดวันยังค่ำ

    จราจร

    และแน่นอน ตำรวจ ผูับังคับบัญชาตำรวจ คงไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบเรื่องนี้ได้ การลงโทษลงทัณฑ์ คงต้องตามมาเป็นแน่ การขอความเห็นอกเห็นใจในฐานะ “ชั้นผู้น้อย” คงฟังไม่ขึ้น และไม่สามารถเรียกความเห็นใจจากสังคมได้ แต่อีกฝ่ายหนึ่งเล่า…จะมีใคร หน่วยงานไหน ที่จะมาทำหน้าที่ตามล่าหาความผิดแล้วนำมาสู่กระบวนการยุติธรรมตามปกติ ว่าคุณก็เป็นส่วนหนึ่งของความผิดด้วย….ฤาสังคมประเทศนี้จะพิกลพิกาล ฤาสังคมประเทศนี้จ้องจะทำลายล้างกันแต่คนที่มี “ที่ยืนน้อยนิด” ในสังคม….ก็โปรดพิจารณาร่วมกันเถิด

    เพื่อนผมบางคน คิดเลยไปว่า กรณีอย่างนี้ จะ”เอาคืน” พวกชอบติดสินบนเจ้าพนักงานในคดีจราจรดีมั๊ย….ด้วยการแอบถ่าย ด้วยการขุดบ่อล่อปลาย้อนศรกันไปเลย เพื่อความสะใจ เพื่อประจานให้สังคมรู้่เหมือนกันว่า ไม่ใช่แต่ข้าที่ผิด เอ็งก็ผิดด้วย….แต่ช้าก่อนครับเพื่อน….อย่างที่ผมบอกแล้วว่า ตำรวจเป็นอาชีพที่มีแต้มต่อทางสังคมน้อย ไม่มีใครเค้าอยากเข้าข้าง หรือเห็นดีเห็นงามด้วย หรือแรงกระเพื่อมไหวทางสื่อที่จะเอาผิด “ผู้ให้” มันอาจจะมี แต่คง “น้อยมาก” แต่ที่สำคัญไปกว่านั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องของ “จรรยาบรรณ” รวมทั้ง “อุดมคติ” ของความเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฏร์ครับพี่น้อง โดยเฉพาะในข้อที่หนึ่งที่ว่า “เคารพเอื้อเฟื้่อต่อหน้าที่”

    ครับการ “เคารพเอื้อเฟื้อต่อหน้าที่” กินความหมายได้กว้างขวางมาก แต่หากจะสรุปย่อเพื่อให้เห็นภาพเทียบเคียงในเชิงธุรกิจก็คือ เราต้องดูแลลูกค้า ซึ่งก็คือประชาชนให้ดีที่สุด ด้วยจิตใจเอื้อเฟื้อโดยถือเสมือนว่าลูกค้าเป็นคนสำคัญ จะไป”จับผิด” หรือจะไป “เอาคืน” ไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง….แล้วยิ่งมาตบด้วยอุดมคติข้อเกือบสุดท้าย ที่สมัยเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ เราได้รับการย้ำนักย้ำหนา ถึงความสำคัญในข้อนี้ นั่นก็คือในเรื่อง “อดทนต่อความเจ็บใจ”…ครับอาชีพของพวกเราเป็นอาชีพที่สังคมค่อนข้างจะให้ค่าน้อย เนื่องจากส่วนหนึ่งเป็นหน้าที่ที่ต้องให้คุณให้โทษกับคนในสังคม แต่อีกส่วนหนึ่งซึ่งก็คงไม่อาจปฏิเสธได้หรอกครับว่า พวกเราบางคน ออกนอกลู่นอกทางบ้างเหมือนกัน เพราะฉะนั้่น การที่สังคม “ให้ค่า” กับพวกเราน้อย คงไม่ใช่เรื่องผิดปกติเท่าไรนัก ซึ่งเราก็คงต้องก้มหน้ายอมรับ และหาทางร่วมมือร่วมใจกัน เดินหน้าทำดี ทำสิ่งที่ประชาชนเค้ายอมรับมากขึ้น เพื่อว่าวันหนึ่ง แต้มต่อทางสังคมของพวกเราดีขึ้น พวกเราก็จะได้ยืดอกทำงานได้อย่างภาคภูมิใจ ไม่ใช่ว่าจ้องที่จะเอาคืนประชาชน หรือแก้แค้น ประชาชน….อย่าเลยครับ ผิดอุดมการณ์ของผู้พิทักษ์สันติราษฏร์ และที่สำคัญ “เสียฟอร์ม” การเป็น “มืออาชีพ” ครับ พี่น้อง

    จราจร 2และก่อนจบวันนี้ ผมอยากเอาอุดมคติตำรวจ อุดมคติของพวกเรามาเตือนใจพี่น้องตำรวจของพวกผมอีกซักครั้ง ….ฟังบ่อย ๆ ครับ ฟังซ้ำ ๆ ย้ำไปย้ำมา ผมเชื่อว่าการตอกย้ำอุดมการณ์ของพวกเราบ่อย ๆ น่าจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเป็น “ผู้พิทักษ์สันติราษฏร์” ที่ประชาชนยอมรับมากขึ้นครับ

  • พิธีการสร้าง…ความยิ่งใหญ่

    พิธีการสร้าง…ความยิ่งใหญ่

    ASEANAPOL 1

    ASEANAPOL conference@Pattaya

    Hallo….Morning la. Long time no see la. How are you la ? ….เสียงทักทายกันของประดาตำรวจจากประเทศสมาชิกในประชาคมอาเซี่ยน เป็นภาษาอังกฤษสำเนียงมาเลย์ สิงคโปร์ หรือที่เรียกเป็นสแลงว่า Singlish (Singaporian-English) ดังระงมทั่ว lobby โรงแรมดุสิตธานีพัทยา…ใช่แล้วครับตอนนี้ผมอยู่่ระหว่างกลางหมู่มวลสมาชิกเพื่อนตำรวจจากอาเซี่ยน ที่มาประชุมประจำปีกัน นัยว่าเป็นการประชุมเพื่อซักซ้อมความร่วมมือในการทำงานร่วมกัน เนื่องจากว่า วันนี้โจรมันไม่ได้ทำงานกันในประเทศใดประเทศหนึ่งแล้วครับ พวกมันต่าง “Go Inter” ทำงานกันเป็นเครือข่ายในระดับนานาชาติ ซึ่งถ้าตำรวจไทย หรือตำรวจในอาเซี่ยนยังมะงุมมะงาหรา คิดแต่เรื่องภายในกรอบประเทศตัวเอง ก็คงตามทางโจรกันไม่ทันหล่ะครับ ว่าดังนั้นแล้ว เหล่า “ม๋าต๋า” ประดาตำรวจอาเซี่ยน ก็เลยหาเรื่องมาจับเข่าคุยกันประจำปี ได้เรื่องบ้าง ไม่ได้เรื่องบ้าง แต่อย่างน้อยก็สร้างความสัมพันธ์กันเบื้องต้น เวลาพูดจาประสานขอความร่วมมือ ขอความช่วยเหลือข้ามประเทศ จะได้ “เมื่อยมือ” น้อยหน่อย…ฮา !

    ASEANAPOL conference@Pattaya
    ASEANAPOL conference@Pattaya

    จะว่าไปแล้ว ตำรวจในอาเซี่ยนก็ทันสมัยไม่น้อยเลย เนื่องจากว่าอีกสองปีกว่า ๆ ข้างหน้า เราจะรวมกันเป็นหนึ่งเดียวในนามประชาคมอาเซี่ยน ( ASEAN Community) แต่การประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซี่ยน หรือที่เรียกกันว่า ASEANAPOL หน่ะเค้าทำกันมากว่าสามสิบปีแล้วครับพี่น้อง แล้วครั้งนี้ที่ม๋าต๋าตำรวจไทยเป็นเจ้าภาพ ก็จัดได้ว่าเป็นครั้งที่ 33 เข้าไปแล้ว โดยครั้งนี้เจ้าภาพพ่ีไทยเลือกเมืองพัทยา เป็นสถานที่จัดการประชุม ระหว่างวันที่ 18-21 ก.พ.56 ที่โรงแรมดุสิตธานีพัทยาครับ

    หลายคนถามผมว่าเค้าประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซี่ยนกันแล้ว “ผม” ซึ่งไม่ว่าจะมองในแง่มุมไหน ก็ไม่เห็นจะต้องมาเกี่ยวอะไรกะเค้าเลยนิ….น่านซิครับ ผมก็ยังงงๆ ตัวเองอยู่เลยว่า ผมซึ่ง ณ นาทีนี้ เป็น “รองผู้การตำรวจนครบาล 4” ช่างห่างไกลกับกิจกรรมที่เมืองพัทยาในวันนี้เสียเหลือเกิน จะต้องมาเกี่ยวข้องอะไรกันกะเค้าเนี่ย ?

    my wonder mind ?
    my wonder mind ?

    วิเคราะห์เจาะลึกไปแล้ว ก็สรุปได้ว่า มันเป็นเรื่องของ “กรรมเก่า”ครับ ที่ผมได้เคยเล่าให้ฟังไว้หลายครั้งแล้วว่า เนื่องจากการทำหน้าที่ ผู้กำกับการที่ดุริยางค์ตำรวจ และ หน้าที่มือถือไมค์ไฟส่องหน้า รองผู้บังคับการที่กองสารนิเทศ สมบทบาทเกินไปหน่อย ดังนั้น พองานอะไรที่เกี่ยวกับการจัดการ การจัดอีเวนต์ อีเวร ของตร. งานบันเทิงเริงรมย์ พิธีการ พิธีกรรม ต่าง ๆ ของตร. ผมก็เลยถูกอุปโลกให้เป็นออร์แกไนเซอร์​ ไปโดยปริยาย …ซึ่งก็คงปฏิเสธว่าไม่ใช่หน้าที่ก็คงไม่ได้ เนื่องจากในกำหนดหน้าที่การงานของทุกตำแหน่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ข้อสุดท้ายที่ว่า ….หรือหน้าที่อื่น ๆ ที่ผู้บังคับบัญชาสั่งการโดยชอบด้วยกฏหมาย….ฯลฯ ซึ่งพอเจอหน้าที่ครอบจักรวาลข้อนี้เข้าไปก็ต้องบอกได้เลยว่า ให้ไปทำอะไร ที่ไม่ผิดกฏหมายก็ต้องไปทั้งนั้นหล่ะคร้าบ…..พี่น้อง

    วันนี้ผมคงไม่ได้มาคุยเจาะลึกกันเรื่องรายละเอียดการประชุมอะไรนักหนาหรอกครับ แต่ประเด็นที่อยากจะนำมาฝากกันวันนี้ ก็คือเรื่องที่ท่านผบ.ตร. ท่านพี่อู๋ เปรยขึ้นมาในห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้าที่โรงแรมดุสิตธานี เมื่อวันอาทิตย์ที่ 17 ก.พ.56 นี้เอง ซึ่งความละเอียดละออ ความพิถีพิถันใน “ทุกเรื่อง” ของท่านผบ.ตร.ท่านนี้ ได้ลงลึกถึงทุกรายละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสวัสดิการความเป็นอยู่ เรื่องเงินเบี้ยเลี้ยงลูกน้องตำรวจที่มาทำงาน จนมีคำพูดขำ ๆ ติดปากอยู่ในทุกการประชุมว่า “ชาติ เกียรติ วินัย เบี้ยเลี้ยง กล้าหาญ” ซึ่งก็เป็นเรื่องจริง เป็น Fact ที่ผู้บังคับบัญชาตำรวจ “น้อยคน” ที่จะจริงจัง และจริงใจ กับเรื่องที่ว่านี้….และที่สำคัญที่สุดกับการประชุมในวันนั้น จนผมต้องกลับมาคิดแปดตลบ แถมยังต้องมาค้นคว้า ทำรีเสิร์ชต่อ กับประเด็นเล็ก ๆ แต่ทว่ายิ่งใหญ่สำหรับตัวผมมากๆ นั่นก็คือท่านสรุปไว้ในเรื่องการจัดการประชุม การจัดเลี้ยง พิธีการ การต้อนรับ ท่านว่า….หลวงวิจิตรวาทการกล่าวไว้ว่า “พิธีการ สร้่างความยิ่งใหญ่”…..คมครับ พี่น้อง คมมั่กๆ

    ผมชักคุ้น ๆ ว่าเอ… คำพูดนี้เป็นคำพูดของหลวงวิจิตรวาทการในหนังสือเล่มไหนหว่า …เพราะจะว่าไปแล้วผมก็เป็นอีกหนึ่งคนที่เป็น “แฟนพันธุ์แท้” ของหลวงวิจิตรวาทการเหมือนกัน ก็เลยกลับไปค้นดู ไม่นานก็พบว่าเป็น “คาถาสร้างความยิ่งใหญ่” ข้อหนึ่ง ซี่งอยู่ในหนังสือ “กุศโลบายสร้างความยิ่งใหญ่” ของหลวงวิจิตรวาทการนั่นเอง ผมอ่านหน้งสือเล่มนี้มาไม่น้อยกว่าสองรอบเหมือนกัน แต่ก็ทิ้งร้างไม่ได้นำกลับมาทบทวนมานานมากแล้ว พอท่านผบ.ตร. ท่านพี่อู๋พูดดังนั้นก็เลยมีโอกาสกลับไปทบทวนอีกครั้ง

    ASEANAPOL 3

     

    แต่ที่ท่านผบ.ตร.ท่านพูด คงไม่ได้หมายความการสร้างตัวท่านให้ดูยิ่งใหญ่ในหมู่เพื่อนพ้องตำรวจอาเซี่ยนหรอกครับ ท่านหมายถึงการสร้างหน่วยงานของพวกเรา “ตำรวจไทย” ให้ดูมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ใครในอาเซี่ยน ต่างหาก ซึ่งก็แน่นอนครับ ผมก็เป็นอีก “กลไก” สำคัญของงานในครั้งนี้ ทั้งในการเลี้ยงต้อนรับ พิธีเปิด พิธีปิด งานเลี้ยงอำลา….ฯลฯ ก็เลยเกิดความฮีกเหิมที่จะทำงานนี้เพื่อสร้าง Brand ตำรวจไทยให้ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ใครในอาเซี่ยน ซึ่งผมก็มีความมั่นใจจาการเตรียมการของทุกกลไกในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ โดยเฉพาะพี่น้องตำรวจภูธรภาคสอง สังกัดเก่าของผม โดยการนำของท่านพี่วินัย พล.ต.ท.วินัย ทองสอง ก็คงต้องทุ่มแบบ “สุดตัว” ไม่ให้น้อยหน้าชาติใดในปฐพีเป็นแน่แท้ทีเดียวเชียวแหละ

    วันนี้ผมก็เลยอยากนำบทความดี ๆ ที่เป็นบทสรุปย่อจากหนังสือ “กุศโลบายสร้างความย่ิงใหญ่” ที่ท่านพี่อู๋ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว นำมาอ้างอิงไว้ เผื่อว่า จะเป็นเครื่องมือ จะเป็นเครื่องสร้่างแรงบันดาลใจ ในการทำหน้าที่ “ให้ดีที่สุด” ให้กับหน่วยงาน ให้กับสังคม หรืออย่างน้อยให้กับตัวพี่น้องเองได้ครับ…ขอเชิญหาความสำเริงสำราญได้เลยขอรับพี่น้อง…..อ้อ หากอ่านจบแล้ว ถ้าไม่ลำบากยากเย็นนัก ผมก็อยากจะวิงวอนให้เขียนคอมเมนต์ใต้บทความหน่อยนะครับ เผื่อจะได้นำมาปรับปรุง ปรับตัว ปรับใจ หาเรื่องที่ถูกใจมาให้อ่านกันครับ อิอิ ……

    หนังสือเรื่อง กุศโลบายสร้างความยิ่งใหญ่ เป็นหนังสือที่พิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2495 ซึ่งได้ให้ความหมายไว้ว่า กุศโลบายไม่ใช่กลอุบาย กลอุบายนั้นเป็นของร้ายแต่กุศโลบายนั้นเป็นสิ่งที่ดี มนุษย์อาจจะสร้างความยิ่งใหญ่ขึ้นด้วยกลอุบาย แต่จะเป็นความยิ่งใหญ่ที่ปราศจากรากฐานเหมือนสร้างอาคารขึ้นบนโคลนเลน ความพินาศจะมาถึงในเวลาอันรวดเร็วและผู้ที่สร้างด้วยวิธีนั้นก็จะกลายเป็นคนเลวร้าย หาใช่ผู้ยิ่งใหญ่ที่แท้จริงไม่ กลอุบายไม่ให้ผลดีประการใด ส่วนกุศโลบายจะดำเนินไปในทางที่สูงกว่า มีวิธีการหนักแน่นและแนบเนียน เชื่อได้ว่าจะสร้างความยิ่งใหญ่ได้

    ลักษณะที่สำคัญที่สุดของผู้ยิ่งใหญ่ มีหลักการให้ดำเนินการเจริญรอยตาม คือ

    1.เป็นผู้มีเหตุผล

    2.เดินทางสายกลาง

    3.ตรงต่อเวลา

    4.การมีวิธีทำงาน

    5.จิตใจสูง

    -ระวังความหลงระเริง ความเผลอตัว เป็นอุปสรรคหนึ่งที่จะทำให้เสียความยิ่งใหญ่

    -ความซื่อตรง เป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่จะทำให้สร้างความยิ่งใหญ่ให้แก่ชีวิตได้

    -การสร้างความดีและทำคุณประโยชน์ให้เป็นมรดกตกทอดกับชนรุ่นหลัง

    -ความรักชาติรักประเทศทำให้ประเทศชาติรุ่งเรืองลอยเด่นก็เป็นสิ่งที่จะสร้างความยิ่งใหญ่ได้เป็นสำคัญ

    ผู้ยิ่งใหญ่ที่แท้จริงนั้น คือ คนที่ทำคุณประโยชน์ให้แก่โลกมนุษย์ สร้างความผาสุกให้แก่มวลมนุษยชาติ เช่นผู้ค้นวิชาทางการแพทย์ วิธีป้องกันรักษาโรค ซึ่งเป็นประโยชน์แก่มนุษยชาติอย่างยั่งยืนอีกคติหนึ่งก็คือ ผู้ยิ่งใหญ่นั้น คือ “ผู้ที่นั่งในหัวใจคน ไม่ใช่นั่งบนหัวคน” ผู้ยิ่งใหญ่นั้นจะต้องทิ้งอะไรไว้ ภายหลังที่ตัวตนตายไปแล้ว หรือพ้นจากตำแหน่งหน้าที่แล้ว

    ความยิ่งใหญ่ที่แท้จริงนั้น คือการสร้างผลดีให้แก่ผู้อื่น โดยที่ตนเองไม่ได้รับผล ผู้ยิ่งใหญ่ที่แท้จริง คือผู้ที่ไม่ได้รับผลตอบแทนจากงานสำคัญของตน แม้แต่ชื่อเสียง นี่คือการอธิบายความยิ่งใหญ่ของโคลัมบัสความบากบั่นพยายาม เพื่อพบทางคมนาคมใหม่ เพราะเชื่อว่าโลกกลมทำให้เขาพากเพียรอย่างไม่ลดละ ฝ่าฟันอุปสรรคนานาประการจนกระทั่งค้นพบแผ่นดินใหม่ซึ่งอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากร เท่ากับให้โลกใหม่แก่มนุษย์ ไม่มีพระเจ้าในลัทธิศาสนาใด จะสร้างโลกได้จริงเหมือนโคลัมบัส โลกที่โคลัมบัสได้สร้างไว้นั้น เป็นโลกที่อุดมสมบูรณ์มั่งคั่งที่สุดอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้ โดยที่ลูกเต้าผู้สืบสายไม่ได้ประโยชน์อันใดเลยแม้แต่เล็กน้อยนอกจากประโยชน์เป็นเงินทองหรือความผาสุกอย่างหนึ่งอย่างใดแล้ว แม้แต่ชื่อเสียงก็ยังถูกโกงไปสิ่งที่สมประสงค์โคลัมบัสมีข้อเดียว คือ ปณิธานที่โคลัมบัสเขียนไว้คือ

    “คงจะมีวันหนึ่งในภายหน้า ที่คนทั้งหลายจะต้องฟังเรื่องของข้าพเจ้าด้วยความสงสาร และจะต้องสรรเสริญงานที่ข้าพเจ้าทำสำเร็จมา”

    การสร้างความยิ่งใหญ่ด้วยพิธีการ

    พิธีการเป็นเรื่องที่มีอำนาจมากสำหรับสร้างความยิ่งใหญ่ มนุษย์ได้ใช้พิธีการในการสร้างความยิ่งใหญ่มาตั้งแต่สมัยโบราณ และสร้างได้สำเร็จตลอดมาแม้จะสร้างจากรากฐานที่เป็นเท็จหรือหลอกลวง ก็สร้างได้สำเร็จด้วยเหตุนี้พิธีการจึงเป็นของที่ทิ้งเสียไม่ได้

    ความศักดิ์สิทธิ์นั้นมีจริงในโลกนี้ จะเป็นอะไรก็ตาม ถ้ามีดวงจิตหลายพันหลายหมื่นดวงไปนอบน้อมนับถือเข้า ความศักดิ์สิทธิ์ย่อมจะมีขึ้น ไม่ใช่เกิดมีขึ้นในตัวเอง แต่เกิดมามีขึ้นด้วยกระแสจิตของมนุษย์ที่สามารถจะสร้างความมหัศจรรย์ได้มากหลาย สิ่งใดที่คนเคารพบูชา ไม่ว่าจะอยู่ในหมู่คนป่าหรือคนเช่นไร ถ้ามีดวงจิตเป็นจำนวนมากเคารพแล้วก็เป็นสิ่งที่ดูหมิ่นไม่ได้ เพราะความศักดิ์สิทธิ์ย่อมจะมี สามารถจะให้ผลดีผลร้ายได้ทีเดียว

    จนเกิดเครื่องบูชาชนิดหนึ่ง คือ ศิวลึงค์ ซึ่งมีอานุภาพยิ่งใหญ่ไพศาลถือกันว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์เคารพสักการะกันมากมาย ศักราชบูชาศิวลึงค์ได้บังคับเกิดขึ้นเทวาลัยเทวสถานที่สร้างขึ้นในสมัยแห่งการบูชาศิวลึงค์นี้ก็ทำเป็นรูปสูงโด่งอย่างแบบศิวลึงค์ แต่เมื่องานนี้ตกลงมาถึงมือช่าง ก็รู้จักประดิษฐ์ให้มีรูปร่างลวดลายสวยงามเป็นการถาวรวัตถุมีศิลปะอย่างดี ปรางค์ขอมทั้งหมดได้กำเนิดมาจากศิวลึงค์ นี่คือฤทธิ์อำนาจของพิธีการ ที่สามารถจะทำอะไรก็ได้ให้เป็นของยิ่งใหญ่ขึ้นมา อย่าว่าแต่มนุษย์ให้เป็นเทวดา แม้แต่ของเช่นลึงค์ ก็ทำให้คนบูชากันได้ พิธีการเป็นอุปกรณ์สำคัญที่สุด ที่สร้างความยิ่งใหญ่ พิธีการที่รู้จักใช้รู้จักทำ จะสามารถให้ความยิ่งใหญ่ได้อย่างแท้จริง และความยิ่งใหญ่ที่พิธีการสร้างขึ้นนั้นก็มิใช่สักแต่ว่ายิ่งใหญ่ เป็นความยิ่งใหญ่ที่มีฤทธิ์มีอำนาจ มีความศักดิ์สิทธิ์ได้ด้วย

    ในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของพิธีการ เชื่อว่าพิธีการสามารถสร้างความยิ่งใหญ่ให้ได้และไม่เป็นที่เพียงความยิ่งใหญ่อย่างจอมปลอมหรือหลอกคน แต่เป็นความยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง อาจถึงกับเป็นความศักดิ์สิทธิ์ด้วย เพราะพิธีการมีอำนาจโน้มน้อมหัวใจคน ให้เกิดความเคารพยำเกรงและความเคารพยำเกรงนั้น ถ้าได้จากหัวใจหลายพันหลายหมื่นดวงเข้าก็อาจเป็นความศักดิ์สิทธ์อย่างแท้จริงขึ้นมาได้ถ้าเราอยากรักษาความยิ่งใหญ่ของบุคคลหรือของสิ่งหนึ่งสิ่งใด เราจะทิ้งพิธีการเสียไม่ได้ แม้บุคคลที่อยู่ในฐานะอันดียิ่ง ถ้าละทิ้งพิธีการเสียหมดกลายเป็นคนชนิดที่เรียกกันว่าไม่มีพิธีรีตอง ก็เป็นการแน่นอนว่า ความยิ่งใหญ่อันนั้นจะเสื่อมทรามลงไป

    เราจะสังเกตได้ว่า ชนชาติที่มีความเจริญยิ่งใหญ่แม้ในชีวิตส่วนตัวของเขาก็ย่อมจะมีพิธีรีตองอะไรมากๆ ซึ่งกลายเป็นประเพณีที่เขาต้องทำ และเมื่อเราเข้าไปเกี่ยวข้องกับเขาเราก็ต้องทำด้วย พิธีการทั้งหลายทำให้ตัวเราเองตีราคาตัวเราสูง ซึ่งชักจูงให้คนอื่นตีราคาเราสูงไปด้วย เราไม่สามารถที่จะสร้างพิธีรีตองสำหรับตัวเราเอง ให้คนอื่นต้องเคารพนอบน้อมเรา เราไม่สามารถจะถือเป็นระเบียบว่า ผู้ที่มาหาเราต้องสวมเสื้อนอกถ้ามิฉะนั้นเราจะไม่รับ การทำอย่างนั้นเราจะได้รับผลตรงกันข้ามก็จะเป็นบ่อเกิดของความเกลียดชัง แต่เราก็มีวิธีการตรงกันข้าม แล้วก็เกิดผลดีกับตัวเราด้วย เช่น ถ้าเราได้รับเชิญจากผู้ใด เช่นการรับประทานอาหาร บอกว่าอย่างเป็นกันเองให้แต่งกายตามสะดวกสบาย ทางที่ดีที่สุดควรแต่งกายให้เรียบร้อยที่สุด เจ้าของบ้านจะต้องให้เกียรติแก่เราเอง

    บทเรียนจากชีวิตคน

    หลวงวิจิตรวาทการได้ศึกษาชีวิตคนอยู่ สอง คนคือ

    1.เซอร์ วอลเตอร์ ราเล่

    2.เอิลออฟ บีคอนสฟิลด์

    ทั้งสองคนเป็นคนที่ไม่ได้รับการศึกษาดีวิเศษอย่างไร ในสมัยของท่านทั้งสองนั้น อังกฤษมีสถาบันการศึกษาถึงขั้นมหาวิทยาลัยแล้วแต่ทั้งสองไม่ได้รับการศึกษาถึงขั้นสูง เรียนอยู่เพียง2-3ปีแล้วก็เลิกไปแต่ปรากฏว่าทั้งสองมีความรู้ เพราะพยายามค้นคว้าด้วยตนเองวิธีการก้าวสู่ความยิ่งใหญ่ของสองคนนี้แตกต่างกันมาก ราเล่เสี่ยงโชคอยู่ตลอดเวลาเริ่มตั้งแต่การอาสารบกับฝรั่งเศส และชีวิตที่โลดโผนผจญภัยต่างๆ ส่วนดิสราเอลี ไม่ได้ทำอะไรที่มีการเสี่ยงภัย การเสี่ยงนั้นอาจทำให้ขึ้นสู่ความยิ่งใหญ่ได้รวดเร็วกว่าความไม่เสี่ยงแต่การตั้งต้นชีวิตด้วยความเสี่ยงนั้นก็จะเสี่ยงไปตลอดเวลา เสี่ยงไปตลอดชีวิต ดิสราอาลีเป็นตัวของตัวเอง แต่ราเล่ไม่เป็นตัวของตัวเอง ตั้งแต่ได้ความยิ่งใหญ่มาเขาก็มองให้เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้อื่น และราเล่เพิกเฉยต่อศัตรูแม้รู้ว่ามีคนใส่ร้ายให้โทษ ก็ไม่พยายามต่อสู้หรือหาทางแก้ไข ส่วนดิสราเอลี ไม่ยอมที่จะให้มีการกล่าวร้ายอย่างนั้นถ้ามีก็จะรีบระงับ ราเล่เป็นนักรบนักผจญภัยกล้าเสี่ยงกล้าได้กล้าเสียมาในขั้นต้นแต่ชีวิตในตอนกลางและตอนปลายภายหลังที่ขึ้นสู่ความยิ่งใหญ่แล้ว ราเล่ไม่ต่อสู้อะไรเลยปล่อยให้ชีวิตไปตามบุญตามกรรมความล่มจมของเขาก็เกิดจากเหตุนี้ ตรงข้ามกับดิสราเอลี ที่ต่อสู้อยู่ตลอดเวลาไม่ลดละ

    ชีวิตคือการต่อสู้ ชีวิตเป็นสงคราม สงครามแห่งชีวิตร้ายแรงกว่าสงครามแห่งประเทศหรือสงครามโลก เพราะสงครามระหว่างประเทศหรือสงครามโลกยังมีเวลาทำสันติภาพได้ ส่วนสงครามแห่งชีวิตไม่รู้จะไปทำสันติภาพกับใครแต่สงครามทั้งสองอย่างนี้ มีลักษณะต่างกันอยู่บ้างสงครามระหว่างประเทศนั้น กำลังทรัพย์อาวุธมีความสำคัญมากส่วนสงครามชีวิตกำลังใจเป็นสิ่งสำคัญ ความนึกคิดของเราเป็นเครื่องวินิจฉัยความแพ้ชนะ ตราบใดที่เรายังไม่แพ้ตราบนั้นเราก็ไม่แพ้ ในทันทีที่เราคิดว่าแพ้เราก็แพ้ทันที

    ในสงครามการสู้รบธรรมดาถ้าข้าศึกล้อมเข้ามาจนเหลือแต่ป้อมปราการชั้นใน และข้าศึกยังล้อมเรามั่นคงไว้ เราก็อาจแพ้โดยหมดกำลังและเสบียงอาหารแต่ในสงครามชีวิตนั้นป้อมปราการชั้นในคือดวงจิตของเราที่มีความสำคัญอันดับต้นๆ ถ้าใจของเรายังดีอยู่ ศัตรูจะตีวงเข้ามาสักเพียงใดก็ไม่สามารถพ่ายแพ้ได้

    ชีวิตของคนเราจะเป็นอย่างไรย่อมสุดแต่ดวงใจจะบันดาลให้เป็น ไม่มีใครอื่นจะบันดาลความเป็นไปในชีวิตของเราได้ นอกจากดวงใจของเราจะบันดาลเอง เหตุการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นในชีวิต เป็นเหมือนดาบคม เราจะใช้มันให้เป็นประโยชน์ได้ หรือมันจะบาดมือเราก็สุดแต่ว่าจะจับมันข้างไหนถ้าจับทางด้ามเราก็ใช้ประโยชน์ได้ ถ้าเราจับทางคมมันก็จะบาดมือเรา ปัญหาจึงอยู่ที่การตัดสินใจของเราว่าจะจับทางไหนเคล็ดลับของการต่อสู้สงครามแห่งชีวิตมีอยู่อย่างเดียว คือต้องจับให้ตรงด้ามเสมอ

    ชีวิตมนุษย์จะประสบความสำเร็จ หรือล้มเหลวอยู่ที่ว่ากำลังเบ่งในตัวเรา จะแรงพอที่จะต้านทานกำลังบีบภายนอกได้หรือไม่ เพราะว่ากำลังบีบจากภายนอกนั้นแรงมากถ้ากำลังแบ่งภายในของเราไม่มีเพียงพอเราก็จะถูกบีบแบนและนั้นคือความล้มเหลวในชีวิต แต่ถ้ากำลังเบ่งในตัวเรา แรงเท่ากำลังบีบภายนอกเราก็จะทรงชีวิตอยู่ได้ถ้าเรามีกำลังเบ่งแรงยิ่งขึ้นเราก็จะสามารถเติบโตยิ่งกว่าผู้อื่น ผู้ที่มีกำลังเบ่งน้อยกว่าเราเพราะว่าความโต ความเล็ก ความใหญ่ ความน้อย และความยิ่งความหย่อนนั้นเป็นปัญหาเรื่องเปรียบเทียบเท่านั้นเองการที่คนหนึ่งยิ่งใหญ่กว่าอีกคนหนึ่ง ก็เพราะเขามีกำลังเบ่งสู้กำลังบีบได้มากกว่าเท่านั้น

  • ว่าด้วยความจงรักภักดี…อีกครั้ง

    ว่าด้วยความจงรักภักดี…อีกครั้ง

    @The Mall บางกะปิ-ภารกิจ 944-10-02-2556
    @The Mall บางกะปิ-ภารกิจ 944-10-02-2556

    10 กุมภาพันธ์ 2556 …ผมได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ควบคุมการปฏิบัติในการถวายความปลอดภัย การเสด็จพระราชดำเนินของพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์หนึ่ง ที่ห้างใหญ่ย่านบางกะปิ เขตความรับผิดชอบของสถานีตำรวจนครบาลแห่งหนึ่ง…(ก็ทำไมไม่บอกรายละเอียดซะเลยหล่ะ ว่าห้างอะไร สน.อะไร…แหะ แหะ …เกรงว่าจะกระทบกระเทือนถึงไมตรีจิตอันดีนะฮ้าฟ…) เวลาที่พระองค์ท่านจะเสด็จมาถึงก็ประมาณเวลา 17.00 น. ซึ่งตามหลักการแล้วเราต้องมีการจัดตั้งกองอำนวยการร่วมถวายความปลอดภัย (กอ.ถปภ.) เพื่อเป็นศูนย์กลางการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงาน ก่อนกำหนดอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง เพื่อซักซ้อมการปฏิบัติตามแผน และกำหนดภารกิจแก่ผู้ปฏิบัติเพื่อให้เกิดความชัดเจน

    กับพี่เป้@The Mall บางกะปิ-ภารกิจ 944-10-02-2556
    กับพี่เป้@The Mall บางกะปิ-ภารกิจ 944-10-02-2556

    ผมกะว่าจะทอดเวลาไปช้ากว่ากำหนดซัก 15 นาที ด้วยเกรงว่า การเสด็จในวันนี้เป็นการเสด็จในงานที่มีภาคประชาชน นักเรียนนักศีกษามาร่วมงานกันเป็นจำนวนมาก การจัดการของสน.อาจจะยังไม่เรียบร้อยตรงตามเวลา ด้วยว่าต้องดูความเรียบร้อยปลอดภัยของบริเวณงานซะก่อน

    แต่อนิจจา…พลันที่ผมมาถึงพื้นที่ที่ต้องตั้งกองอำนวยการร่วม ผมก็เห็นนายตำรวจระดับสารวัตร ยืนแต่งเครื่องแบบเด่นเป็นสง่า ท่ามกลางความว่างเปล่าของกองอำนวยการ สอบถามก็ยังทำหน้างง ๆ แถมทำตัวเป็นนักรักบี้…นั่นคือโยนความรับผิดชอบให้เป็นเรื่องของห้าง เป็นเรื่องของคนอื่นไป โดยที่ตัวเองนั่นแหละ ที่ตามแผนกำหนดให้เป็นคนจัดการเรื่องที่ว่านี้ทั้งหมด

    การเอาใจใส่ การทำงานแบบทุ่มเท เพื่อถวายความปลอดภัย ถวายพระเกียรติ ความจริงแล้ว เป็นภารกิจประการที่ 1 ของตำรวจ สำคัญยิ่งกว่าภารกิจอย่างอื่นด้วยซ้ำ แต่วันนี้ ความจงรักภักดีดังกล่าว ผมดูแล้วมันเป็นเหมือนกับกลอนพาไป มันเป็นเหมือนกับป้ายโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้ “พวกเรา” ดูดี…เราจัดกิจกรรม จัดอีเวนท์ใหญ่ ๆ ประมาณว่า “เทิดไท้” กันเกลื่อนบ้านเต็มเมืองไปหมด เราต่างขึ้นคัทเอาท์ เพื่อแสดงความจงรักภักดีอย่างสุดขั้วหัวใจ เราต่างร่วมกันจุดเทียนร้องเพลงกันอย่างขมักเขม้น…..ฯลฯ แต่เอาเข้าจริง ๆ แล้ว เราทำอย่างที่ปากพวกเราพร่่ำบ่น “จริงหรือเปล่า”

    ผมไม่อยากโทษผู้ปฏิบัติระดับสน. ที่ “มากล้น” ภารกิจถูกทุ่มลงใส่หัว จนแยกแยะไม่ถูกแล้วว่าอะไรก่อนอะไรหลัง หากจะโทษ…ผมเองคงมีส่วนต่อความผิดนี้ด้วย ไม่มากก็น้อย ในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชา ไม่ดูแลเอาใจใส่ ตามคติพจน์ของพี่อู๋ ท่านผบ.ตร.พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ที่ว่าไม่มีลูกน้องไพร่พลเลว มีแต่ผู้บังคับบัญชาเท่านั้น ที่ไม่ดูแลเอาใจใส่ อบรม สั่งสอนให้ผู้ใต้บังคับบัญชาได้ทำหน้าที่อย่างถูกต้องสมบูรณ์

    กับอธิป@The Mall บางกะปิ-ภารกิจ 944-10-02-2556
    กับอธิป@The Mall บางกะปิ-ภารกิจ 944-10-02-2556

    ประสบการณ์วันนี้ ทำให้ผมคิดได้ว่า ผมคงไม่อาจวางใจให้กับภารกิจนี้โดยที่ไม่ลงไปดุ ไม่ลงไปกวดขันด้วยตัวเอง อีกต่อไปแล้ว จะหาว่าผมเป็นพวก “ตู้” จะหาว่าผม กลัวเกินกว่าเหตุ จะหาว่าผมเป็นพวกไม่ไว้วางใจลูกน้อง ก็เอาเหอะครับ ข้อหานี้ คงมีให้กับผมได้ทุกวันอยู่แล้ว….แต่จะหาว่าผมทำหน้าที่แบบไม่สมบูรณ์แบบ ทำหน้าที่แบบ “ไม่จงรักภักดี”…ผมอายหว่ะ….!

    ก่อนจบวันนี้ ฝากเพลงดี ๆ ไว้เตือนใจพี่น้องตำรวจของผม ให้พิจารณาถึงเนื้อหาสาระ พร้อมกับยกมาใส่เกล้าไว้เป็นเครื่อง “ดำรงชีพ” ด้วยซักเพลงนะครับ เพลงนี้่เป็นบทพระราชนิพนธ์ทำนองของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครับ ประพันธ์คำร้องโดยท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุญนาค หวังว่าพวกเราคงรู้จักกันดี แต่อยากให้พิจารณาเนื้อหาให้ละเอียดซักหน่อย…แล้วท่านจะค้นพบอะไรบางอย่างที่มาเติมเต็มอุดมการณ์ในวิชาชีพ “ผู้พิทักษ์สันติราษฏร์” ครับ

  • ความเกรี้ยวกราด

    ความเกรี้ยวกราด

    รับเสด็จ095@NIDA-29-01-2556
    รับเสด็จ095@NIDA-29-01-2556

    29 มกราคม 2556 ผมได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ รองผอ.กองอำนวยการร่วมถวายความปลอดภัย การเสด็จพระราชดำเนินของสมเด็จพระเทพรัตน ฯ ในการพระราชทานปริญญา ฯ ณ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ซึ่งเป็นภารกิจประจำของตำรวจในพื้นที่ ที่จะต้องมาทำหน้าที่ถวายความปลอดภัย

    แต่สำหรับปีนี้ กองบังคับการตำรวจนครบาล 4 (บก.น.4) ปรับวิธีปฏิบัติใหม่ เพื่อให้งานถวายความจงรักภักดี เป็นไปแบบ “มืออาชีพ” และเข้าตามหลักนิยมในเรื่อง “ถวายความปลอดภัย และถวายพระเกียรติ” อย่างแท้จริง

    แล้วการทำงานของ “พวกเรา” ตำรวจในสังกัด บก.น.4 รวมทั้งหน่วยปฏิบัติข้างเคียง หน่วยร่วมปฏิบัติ หน่วยขึ้นยุทธการการปฏิบัติ ก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยการนั่งบัญชาการของท่านผู้การนครบาล 4 พล.ต.ต.นัยวัฒน์ ผะเดิมชิต ด้วยตัวเอง การจัดตั้ง กองอำนวยการร่วม ซึ่งจัดทำในระบบศูนย์ปฏิบัติการ (ศปก.) ตามหลักนิยมของท่านผบ.อู๋ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว …ซึ่งผมยังไงก็คงต้องขอยืนยัน นั่งยัน นอนยัน ว่าการทำงานของตำรวจยุคใหม่ ยุคที่ข้อมูลข่าวสาร และการประสานงานจะต้องเที่ยงตรงชัดเจน การจัดตั้งศปก.ถือเป็น “หัวใจ” สำคัญที่สุด…ที่พูดนี่ไม่ได้โหนกระแส หรือว่าต้องการประจบประแจงท่านผบ.อู๋ แต่อย่างใด เพราะมั่นใจว่าท่านคงไม่มีโอกาสมาอ่านความคิดของคนตัวน้อย ๆ อย่างกระผมเป็นแน่

    แต่แล้ว สิ่งที่มาสะกิดใจผม รวมทั้งผู้บังคับบัญชาหลาย ๆ คน ก็คือการที่ตำรวจผู้ปฏิบัติยังขาดความเข้าใจใน “ปรัชญาการทำงานถวายความปลอดภัย” ที่ว่าด้วยเรื่องการถวายความปลอดภัย และถวายพระเกียรติ…แน่นอนครับ ว่าหลักคิดในเรื่องถวายความปลอดภัยของตำรวจ ไม่น่าห่วงเท่าไหร่ เพราะมันเป็นเหมือน DNA ของพวกเราไปแล้ว แต่ความละเอียดอ่อนในเรื่องการถวายพระเกียรตินี่ซิครับ เป็นเรื่องที่ต้องคิด

    เจ้าหน้าที่จราจร เจ้าหน้าที่สายตรวจ ที่ยืนปฏิบัติหน้าที่ตามเส้นทางเสด็จ ยังคงใช้คำพูดและการปฏิบัติอย่าง “เกรี้ยวกราด” กับประชาชนเดินเท้า ประชนที่ใช้เส้นทางที่เค้าไม่รู้เรื่องด้วยว่าในเส้นทางกำลังเกิดเหตุการณ์อะไร การ….ซึ่งสิ่งนี้แหละครับ เป็นสิ่งที่พวกเราคงต้องมาปรับทัศนคติ และปรับวิธีการปฏิบัติ  ที่สำคัญ พวกเรา …ซึ่งหมายถึงคนเป็นผู้บังคับบัญชา ต้องคอยตอกย้ำ และชี้ให้เห็นว่า สิ่งนี้ “ความเกรี้ยวกราด” น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญอีกประการของการ “ทำร้าย” สถาบัน โดยที่เราไม่รู้ตัว โดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ

    เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนครับ เป็นเรื่องที่ผู้ปฏิบัติ ไม่ว่าจะเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร หรือหน่วยงานอื่น ๆ ต้องให้ความรู้ ต้องใช้ความละเอียดอ่อนกันพอสมควร และเป็นประเด็นนโยบายข้อแรกๆ ของทุกหน่วยงาน ที่จนถึงวันนี้ ความใส่ใจที่จะทำเรื่องนี้กันอย่างเป็นรูปธรรม ก็ยังมีให้เห็น “น้อยเสียเหลือเกิน” ครับ…ผมไม่อยากให้เรื่องที่เรากำลังมองข้ามนี้เป็นปัจจัยแฝงอีกประการหนึ่งในการ “ทำลายสถาบัน” …เราต่างพร่ำบ่น เราต่างสัญญา สาบานตน ว่าจะปกป้องดูแลสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นสถาบันที่เป็นเสมือน “จิตวิญญาณ” ของบ้านเมืองของเรา ผมขอวิงวอน ขอเชิญชวนหล่ะครับ พี่น้องตำรวจของผม อย่าได้ใช้ความเคร่งครัดต่อหน้าที่โดยใช้กริยาวาจาที่ “เกรี้่ยวกราด” ต่อประชาชนเลยนะครับ เพราะสิ่งนี้แหละครับ มันเป็นสิ่งที่พวกเรากำลังร่วมกัน “ทำลายสถาบัน” อันเป็นที่รักของพวกเราครับ