หมวดหมู่: My Police Diary

  • ความจงรัก…ภักดี

    ความจงรัก…ภักดี

    พี่โอเล่
    พี่โอเล่

    18 มกราคม 2556 ผมได้รับมอบหมายจาก “ผู้การตุ้ย” พล.ต.ต.นัยวัฒน์ ผะเดิมชิต ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 4 เจ้านายโดยตรง ให้จัดทำโครงการที่จะมาสนองตอบต่อนโยบายข้อที่ 1 ของท่านผบ.ตร. “พี่อู๋” พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ในเรื่องการปกป้องเทิดทูนและพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฯลฯ…ผมครุ่นคิดอยู่นานว่าจะทำอย่างไรดี ให้นโยบายที่ว่านั้นนำไปสู่การปฏิบัติด้วย “หัวใจ” ไม่ใช่ด้วยคำสั่ง และด้วยการทำงานแบบ “มืออาชีพ” ที่มีความพร้อมทั้งเรื่องความรู้ เรื่องประสบการณ์ และที่สำคัญเร่ืองทักษะที่ถูกต้อง และในที่สุดโครงการ “การถวายความปลอดภัยแบบมืออาชีพ” ก็ถูกสร้างขึ้นมา ด้วยเป้าหมายแน่วแน่ที่จะทำให้ภารกิจของตำรวจในเรื่องการถวายความปลอดภัย เป็นไปแบบ “มืออาชีพ”

    แน่นอนหล่ะครับ เรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเรื่องที่ทุกหน่วยงานในประเทศนี้ ต่าง”อ้างว่า” ให้ความสำคัญเป็นเรื่องแรกๆ ในนโยบายของหน่วยงาน แต่เมื่อเข้าสู่โหมดการปฏิบัติในเรื่องความจงรักภักดี การถวายความปลอดภัย การปกป้องสถาบัน ราชบัลลังก์ ผมยังไม่ค่อยเห็นหน่วยงานไหนที่ “ทุ่มเท” เอาจริงเอาจังกับเรื่องที่เราถือว่า “สำคัญที่สุด” เลย ที่เห็นก็มีแต่ป้ายคำขวัญเก๋ ๆ รูปข้าราชการยืนตะเบ๊ะ เท่ ๆ ตามสี่แยก ซึ่งก็คิดไม่ออกเหมือนกันว่า มันจะช่วยสร้างเครื่องมือในการให้ตำรวจน้อยใหญ่ ถวายความปลอดภัย ปกป้องสถาบัน ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมอย่างไร

    ผมได้รับการบอกเล่าจากท่าน “ภักดีโอเล่” หรือ พล.ต.ท.ไตรรัตน์ อมาตยกุล รองหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ ถึงหลักคิด หลักนิยม ในการถวายความปลอดภัยว่าต้องคำนึงถึงสองเรื่องสำคัญคือ “ต้องถวายความปลอดภัย และต้องถวายพระเกียรติ” ซึ่งฟังดูเผิน ๆ แล้วก็ไม่เห็นจะมีอะไร แต่ถ้าหากเอาสองประโยคนี้มาคิดใคร่ครวญแล้วถอดออกมาเป็นวิธีปฏิบัติ สองเรื่องนี้เป็นประเด็นที่แตกออกมาเป็นการปฏิบัติที่สอดคล้องกันได้ “ไม่ง่าย” เอาเสียเลย ….ก็นั่นแหละครับ จึงเป็นที่มาของการที่หน่วยงาน โดยเฉพาะหน่วยทหารตำรวจ ที่มีหน้าทีโดยตรง และเป็นนโยบายข้อที่ 1 ของหน่วยงาน จะต้องเร่งสร้่างแบบวิธีปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ผู้ปฏิบัติเกิดความชัดเจน และปฏิบัติด้วย “หัวใจแห่งความจงรักภักดี”….อย่างแท้จริง

    นโยบายตร.
    นโยบายตร.
    อบรมถปภ.มืออาชีพ
    อบรมถปภ.มืออาชีพ
  • ส่งความสุข…ปีใหม่ 2556

    ส่งความสุข…ปีใหม่ 2556

    ปีใหม่ 2556 มาแล้ว ผมขอส่งความสุขมากับภาพสวย ๆ น่ารัก ๆ เป็นภาพการทำงานของตำรวจในอีกมุมมองหนึ่งนะครับ ซึ่งน่าจะสร้างความประทับใจ และแรงบันดาลใจให้กับทุกท่านได้…ขอให้ทุกท่าน มีพลังกาย พลังใจ ที่แข็งแรง พร้อมฟันฝ่าอุปสรรคในชีวิต และทำชีวิตไปสู่สิ่งที่ …”ดีที่สุด” ต่อไปนะครับ…ขอธรรมะคุ้มครอง

    แรก-OSK
    แรก-OSK
  • นักเรียน…นักเลง

    นักเรียน…นักเลง

     

      

    นักเรียน-นักเลง ปัญหาโลกแตก ที่คนปลายทางอย่าง “ตำรวจ” คงต้องก้มหน้าก้มตารับรู้ รับแก้ รวมทั้งรับกรรม กับปัญหาเรื้อรังของสังคมนี้ต่อไป. ด้วยหวังว่าสักวัน. หน่วยงาน หลากหลาย เอกชนมากมาย ที่ชอบปรากฎต่อหน้าสื่อว่า รักเด็ก เป็นห่วงอนาคตเยาวชน จะออกมาร่วมรับผิดชอบต่อการแก้ปัญหานี้แบบคน “ต้นทาง” ของปัญหาเสียที…เอวัง!

    20121221-020201.jpg

    20121221-020919.jpg

     นักเรียน-นักเลง เดลินิวส์ 21 ธ.ค.55
    นักเรียน-นักเลง เดลินิวส์ 21 ธ.ค.55

     

    เดลินิวส์
    เดลินิวส์
  • เป็นพระต้องสวด…เป็นตำรวจต้อง ว.

    เป็นพระต้องสวด…เป็นตำรวจต้อง ว.

    ตรวจสน.ประเวศ-09-12-2555
    ตรวจสน.ประเวศ-09-12-2555

    วันอาทิตย์ที่ 9 ธ.ค.55…สี่ทุ่มกว่าแล้ว ผมกับ “นายอั้ม” พลขับคู่ใจ ขับรถตรวจตราการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจในสังกัด บก.น.4… นานมากแล้ว ที่ดึก ๆ วันอาทิตย์อย่างนี้ ผมไม่มีโอกาสมาทำงานบนท้องถนน ทำหน้าที่แบบคนที่เป็นตำรวจเค้าควรจะทำกัน นั่นคือการออกตรวจตรา… บรรยากาศเก่า ๆ เสียงวิทยุตำรวจออกอากาศเจื้อยแจ้ว การแจ้งปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ สน.ต่าง ๆ …แหม ฟังดูแล้วช่างเรียกบรรยากาศเก่า ๆ สมัยยังเป็นหนุ่ม ๆ ที่อยู่ในฐานะผู้ปฏิบัติมาได้ดีแท้ ๆ

    ผมนั่งตรวจเพลิน ๆ ในขณะเดียวกันก็ฟังวิทยุข่าย “เสรีไทย” ซึ่งเป็นเครือข่ายวิทยุสื่อสารของตำรวจ บก.น.4 ไปเพลิน ๆ จินตนาการภาพเก่า ๆ ในหัวสมองความจุ  200 กิกะไบต์ ก็ถูกรื้อฟื้นขึ้นมา แม้เวลาจะผ่านมานานแค่ไหน วัฒนธรรม แบบธรรมเนียม หรือจะเรียกว่าอะไรดี…วิถีปฏิบัติก็แล้วกัน ของคนนครบาลก็ยังไม่เคยเปลี่ยน นั่นก็คือการใช้ ว. หรือวิทยุสื่อสารในการ “ทำงาน” …เรียกว่าการประชาสัมพันธ์การทำงาน หรือว่าหากจะให้เหมาะกับกาละเทศะในยุคสมัยที่ผบ.ตร.ชื่อ “อดุลย์ แสงสิงแก้ว” ก็เรียกว่าการ IO (ไอโอ=IO=information operation) จะเหมาะสมกว่า..ฮา  !

    ตรวจ ว.43 สน.หัวหมาก 09-12-2555
    ตรวจ ว.43 สน.หัวหมาก 09-12-2555

    ผมชักนักสนุก จากเดิมที่แค่ฟังพอผ่าน ๆ หู ก็เปลี่ยนมาลองตั้งใจฟังดู …แหม พี่น้องครับ ถ้าไม่ได้เห็นกับตา ถ้าไม่ได้ยินกับหู ก็คงคิดว่า พี่น้องตำรวจนครบาล 4 ของผมทำงานกันแบบ “ไม่บันยะบันยัง” ทำงานกันแบบไม่มีเวลากินข้าว อาบน้ำ เข้าส้วมกันเลย เพราะไม่ว่าขยับกายไปที่ไหน เป็นต้องชักว.ออกมาประกาศก้องให้โลกได้รับรู้….ที่นี้พี่น้องหายข้องใจรึยังครับ ว่าทำไป ตำรวจเวลาไปไหนมาไหน ต้องพก ว. แล้วต้องเปิด ว.2 ว.3 ว.4 …ว.เด่นมาลา (อันนี้ไม่ใช้ครับ…เป็นร้านขายเครื่องหมายตำรวจ แถว ๆ เสาชิงช้า อิอิ) ให้ชาวบ้านชาวช่องเขาได้ยินไปทั่ว

    ผมจะลองยกตัวอย่าง “วิถีปฏิบัติ” เรื่องการ ว. ให้พี่น้องได้จินตนาการภาพตามไปได้…สมมติว่าผมกำลังขับรถไปทำงาน บนถนนรามคำแหง ผมก็จะชักว.ป่าวประกาศออกไปว่า ผมกำลัง ว.4 (แปลว่าออกปฏิบัติหน้าที่ ออกตรวจตรา) อยู่บนถนนรามคำแหง แล้วหากผมขับรถมาได้ซักพัก เกิดอยากแวะซื้ออะไรมากินเล่นในร้านสะดวกซื้อแถวนั้น ผมก็จะชักว.ขึ้นมาแล้วก็จะพ่นออกไปว่า ว.4 ร้่านเซเว่น สาขา….อะไรทำนองนี้  แล้วถ้าซักพัก ผมมาถึงที่ทำงาน คือบก.น.4 ผมก็จะชักว.ออกมาพ่น แล้วบอกว่า ผม ว.10 บก.น. 4 (แปลว่าผมมาอยู่ที่ทำงานแล้วนะ…! ) ซึ่งทุกครั้งที่ผมแจ้งไปที่ศูนย์วิทยุ ศูนย์ ฯ ก็จะแจ้งทวนข้อความที่ผมแจ้ง นั่นหมายความว่า พี่น้องที่กำลังเปิดวิทยุเครือข่ายนี้อยู่ ก็จะรู้ทันทีว่าผมกำลังทำอะไร อยู่ที่ไหน ยิ่งไปกว่านั้น ศูนย์วิทยุ ก็จะทวนข้อความซ้ำอีกครั้งไปยังศูนย์วิทยุ “ผ่านฟ้า” ซึ่งเป็นศูนย์วิทยุรวมข่าวใหญ่ของ บช.น.แล้วศูนย์ผ่านฟ้าเอง ก็จะทำการทวนข้อความที่ผมแจ้งมาอีกครั้ง คนที่ฟังเครือข่ายศูนย์วิทยุนี้อยู่ ซึ่งส่วนมากก็จะเป็นระดับผู้บังคับบัญชาของกองบัญชาการตำรวจนครบาล ก็จะได้รู้ได้เห็นทันที ว่าผมกำลังทำอะไรอยู่….หากเทียบกับการใช้เทคโนโลยีสมัยปัจจุบัน ก็คือการ  Update Status ใน facebook รึว่าการ check in ใน fouresquare ยังไงอย่างงั้นเลยหล่ะครับพี่น้อง

    ที่นี้พอจะจินตนาการได้รึยังหล่ะครับ ว่า “ตำรวจนครบาล” ทำไมถึงชอบ ว. กันนัก ก็อย่างที่บอกหล่ะครับ มันเป็นเครื่องมือ ไอโอ (IO) ชั้นยอด ที่คนโบราณเค้าใช้กันมาแต่ไหนแต่ไร บางช่วงบางขณะ ถึงขั้นเอามาตัดสินความ “ขยัน” กันเลยก็ว่าได้ นั่นก็คือ การนับจำนวนการ ว. ในรอบแต่ละเดือน ว่าใครมียอดการ ว. สูงสุด ก็จะได้รับคำชมเชยว่าเป็น “พ่อคนเก่ง คนขยัน” ไปซะ ผมซึ่งเหินห่างไปจากวัฒนธรรมการ ว. ซะนาน คงต้องปรับตัวปรับใจอีกซักพักหล่ะครับว่าชีวิตจะเอาไงดี ระหว่าง ทำตัว “แหกคอก” นั่นก็คือ จะใช้ ว.ก็ต่อเมื่อทำงานจริง ๆ หรือว่าแจ้งข้อความสำคัญจริง ๆ รึว่าจะทำตัวไหลไปตามกระแสตำรวจนครบาล นั่นก็คือการใช้ ว. ทุกขณะจิต

    ไงก็ตาม การมีเสียงว.คึกคักกันทั้งวี่ทั้งวัน บางแง่บางมุม ก็ถือเป็นจุดดีอยู่เหมือนกัน อย่างน้อยก็เป็นการ Build อารมณ์ ให้คนที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ได้ตื่นตัว คึกคักได้ตลอดเวลา จะจริงบ้าง เท็จบ้าง สตอร์เบอรี่บ้าง ก็ช่างมันเหอะครับ แต่ผมก็ยังเชื่อว่า คงไม่มีใครกล้าจะสตอร์เบอรี่กันทั้งร้อยเปอร์เซนต๋หรอกครับ จริงซักห้าสิบ เสมือนจริงซักห้าสิบ ก็ถือว่าพอไหวแล้วหล่ะครับ คิดซะว่า เป็นโฆษณาประกอบละครหลังข่าว ฟังก็เพลิน ๆ ดี แต่ที่แน่ ๆ เป็นการประกาศ Status ให้คนในเครือข่ายเค้ารู้ว่า…คิดอะไร ทำอะไรอยู่  ทันสมัยไม่เบาเลยนะครับ…ว่าแล้วผมก็ชัก ว. ออกมาพ่นบ้าง….นครบาล 4-3 (รหัสประจำตัวของกระพ้มเองครับ) ว.4 ถนนเสรีไทย (ผมกำลังออกจากที่ทำงานจะกลับบ้านครับ)…ฮา !

    ตรวจจุดตรวจโยธินพัฒนา 09-12-2555
    ตรวจจุดตรวจโยธินพัฒนา 09-12-2555
  • ผมเป็นตำรวจ…นครบาล ครับ

    ผมเป็นตำรวจ…นครบาล ครับ

    7 ธันวาคม 2555  10.00 น. ….โชคชะตานำพาให้ผมกลับมาเป็น “ตำรวจนครบาล” อีกครั้ง หลังจากบอกเลิก

    รายงานตัวบช.น. 07-12-2555

    อาชีพการเป็น “ตำรวจนครบาล” ไปเกือบ 10 ปีที่แล้ว หลังจากนั้น ผมก็ไม่เคยคิดฝันว่าจะกลับมาใช้ชีวิตการเป็นตำรวจนครบาลอีก…แต่หลังจากได้ไปเผชิญชีวิตการเป็นตำรวจในหน่วยอื่น ๆ เกือบ 8 ปี เช่นที่กองดุริยางค์ตำรวจ(ชื่อเป็นทางการว่า ฝ่ายดนตรี กองสวัสดิการ สำนักงานกำลังพล ครับ) หรือว่าที่กองสารนิเทศ ซึ่งผมก็มั่นใจว่า ผมได้ใช้ชีวิตตรงส่วนนั้น “อย่างเต็มที่” ทุ่มเทในแบบที่เรียกว่า “สุดตัว” จนกลายเป็น “แบรนด์” ประจำตัวของผมไปซะแล้ว ในเรื่อง “เต้นกินรำกิน” หรือ “มือถือไมค์ไฟส่องหน้า”  ซึ่งใครจะว่ายังไง ผมไม่รู้ แต่ผมรู้สึกภูมิใจในการที่ได้ทำตรงนั้นอย่างเต็มที่ จนกลายเป็นตัวจริงในเรื่องนั้น โดยที่ไม่ได้เคยร่ำเรียน หรือมีคุณวุฒิตรงนั้นมาก่อน อาศัยที่ว่า ชอบเรียนรู้ ชอบทดลอง ท้าทาย ในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน แล้วก็คิดว่าเป็น “กำไรชีวิต” ท่ีได้มีโอกาสมาอยู่ มาทำในที่ ๆ ตำรวจทั่วไปเขามีทีท่า “เกี่ยง” กันมาอยู่

    พิธีกรสมรสสวัสดิการ ตร.-ก.ย.55

    จนล่าสุด ผมขอผันตัวเองไปเป็น “ตำรวจภูธร” รองผู้การเมืองแปดริ้วฉะเชิงเทรา เมื่อต้นปีที่แล้วนี้เอง ทีแรกทำท่าว่าการมาอยู่ที่นี่น่าจะเป็นอะไรที่ “ลงตัว” ที่สุด เนื่องจากว่าที่นี่เป็นที่ ๆ ผมเคยใช้ชีวิตในวัยเด็ก สมัยเมื่อยังเป็นเด็กนักเรียนชั้นประถม ที่โรงเรียนเซนต์หลุยส์ ฉะเชิงเทรา และก็ถือว่ามีความผูกพัน มีเครือข่ายพรรคพวกเพื่อนฝูงอยู่ไม่น้อย แต่พอเอาเข้าจริง ๆ แล้ว ผมรู้สึกว่าการทำงานในรูปแบบของ “ตำรวจภูธร” ในวันนี้ ผมคง “ทำใจลำบาก” ที่จะใช้ชีวิตอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าคนที่นี่ เพื่อนร่วมงานที่นี่ไม่ดี ตรงกันข้าม คนที่นี่ เพ่ื่อนร่วมงานที่นี่ เป็นเพื่อนร่วมงานที่มีจิตใจดี พี่ ๆ น้อง ๆ ที่อยู่ด้วยกันที่นี่ เป็นคนที่คบหาได้ ไม่มีลีลา “เขี้ยวลากดิน” เหมือนหลาย ๆ ที่ แต่สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกลำบากใจ ในการกลับมาเป็นตำรวจภูธรอีกครั้ง หลังจากเรื้อเวทีไปกว่า 20 ปีก็คือบริบทของการเป็นคนภูธร ในยุคสมัยนี้

    ผกก.ดย.ตร.

    ผู้ใหญ่บางคนบอกกับผมว่า การได้มาเป็นตำรวจภูธร ถือว่าได้ใช้ชีวิตการเป็นตำรวจในแบบ “ครบเครื่อง”…แต่ถึงวันนี้ ผมขออนุญาต “เถียงคอเป็นเอ็น” เลยครับว่า “ไม่จริ๊ง ไม่จริง”(ฟันธง !) ผมไม่อยากไปขุดคุ้ยหาเหตุผลของการฟันธงว่า “ไม่จริง” แต่ส่ิงที่ปรากฎออกมา บริบทของการเป็นตำรวจภูธรในวันนี้ คือบริบทของการเป็นข้าราชการที่ “รักสบาย ไร้ระบบตรวจสอบ ไม่ชอบคิดสร้างสรรค์ ความขยันไม่มีให้เห็น เป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น อยู่อยู่กันไปวันวัน พอถึงวันนั้นก็วิ่งเต้นเอา”….แต่อย่างไรก็ตาม ผมยังยืนยันนะครับ ว่าคนแถวนี้ คนเมืองแปดริ้ว หรือจะเหมารวมตำรวจทั้ง “ตำรวจภูธรภาค 2” ล้วนเป็น “คนดีที่น่าคบหา” ครับ

    แล้วในที่สุด ผมก็คิดว่า การที่จะ “REBRANDING ” ตัวเอง ให้มีภาพจำในแบบ “ตำร๊วจ ตำรวจ” ต้องกลับมาเป็น “ตำรวจนครบาล” เท่านั้น ….เพื่อนฝูงหลายคนปรามาสว่าผมคงไม่สามารถ เป็น “ตำรวจนครบาล” ได้ดี…ซึ่งผมก็พอจะเข้าใจหล่ะครับ ว่าภาพจำของผมในระยะหลัง ถูกจัดไว้ในจำพวก “มือถือไมค์ ไฟส่องหน้า” …ก็อย่างที่บอกหล่ะครับว่า ผมเล่นสมบทบาทเกินไป จนทำให้ถูก “ตีตรา” เป็นพวกเต้นกินรำกินไปซะแล้ว….แต่หากย้อนหลังไปซักสิบปีที่แล้ว ในวันที่ผมเล่นบทบาทของ “นก.มักกะสัน 2” (รองผู้กำกับการป้องกันปราบปราม สน.มักกะสัน)  วันที่ผมนำตำรวจมักกะสันชนะเลิศประกวดการฝึกของบช.น. ในวันที่่โครงการ “เขตกำจัดจุดอ่อน” ที่ผมปั้นขึ้นมา ถูกนำไปบังคับใช้ในทุกสน. หรือในวันที่รองผบช.น.ในวันนั้นที่ชื่อ “อดุลย์ แสงสิงแก้ว” เรียกพวกเราประชุมตอนตี 4 แล้วซักถามถึงข้อมูลท้องถิ่น เพื่อเป็นข้อมูลในการวางแผนการ

    นก.มักกะสัน 2

    ทำงานของฝ่ายป้องกันปราบปราม แล้วผมสามารถตอบได้ โดยใช้เทคโนโลยีที่สมัยนั้นถือว่า “ล้ำ” มากๆ คือเครื่องมือที่เรียกว่า “ปาล์ม” โดยไม่มีติดขัด แล้วก็ถูกพัฒนามาเป็นโครงการ”สายตรวจปาล์ม” ของสน.มักกะสัน …ฯลฯ ซึ่งวิถีการเป็น “ตำรวจฝ่ายป้องกันปราบปราม” ของผมอาจจะไม่เหมือน อาจจะไม่ซ้ำรอยกับใคร แต่ผมก็มั่นใจว่าผมมีลีลาที่เป็นตัวของตัวเอง “ไม่น้อยหน้า” ใครเหมือนกัน

    วันนี้่ “I AM BACK” … ผมกลับมาแล้วครับ กลับมาพร้อมกับความมั่นอกมั่นใจ กลับมาพร้อมกับไฟ พร้อมจะเดินหน้าสร้างสรรค์สิ่งที่เรียกว่าการเป็น “ตำรวจมืออาชีพ” และแน่นอน…ผมกลับมาพร้อมกับบทเรียนใหม่ ๆ  แบบฝึกหัดใหม่ ๆ ในบทบาทของการเป็น “รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 4 ” …(ซึ่งหลาย ๆ คนถามว่ากองบังคับการตำรวจนครบาล 4 เนืี่ยมันอยู่ตรงไหนของกรุงเทพ ฯ …ที่ทำการอย่างเป็นทางการหน่ะยังไม่มีหรอกครับ อาศัยเป็นที่ทำการชั่วคราวบน สน.บางชันอยู่ แต่เขตรับผิดชอบก็คือพื้นที่ของ สน.บางชัน, บึงกุ่ม, ลาดพร้าว, โชคชัย, ประเวศ, อุดมสุข, หัวหมาก, วังทองหลาง…ทั้งหมด 8 สน.ครับ)

    แล้ววันนี้ ผมอยากจะบอกพี่น้องอีกครั้งว่าผมพร้อมแล้วครับ  สำหรับการเป็นตำรวจ….นครบาล ครับพ้ม !

    จุดตรวจโยธินพัฒนา 07-12-2555
  • เกียรติศักดิ์ทหารเสือ

    เกียรติศักดิ์ทหารเสือ

    เสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน 2555 …ผมได้รับว่าจ้าง  เอ๊ย ! ได้รับการร้องขอให้ช่วยไปเป็นพิธีกรในงานพระราชทานเพลิงศพผู้ใหญ่ท่่านหนึ่ง ที่วัดโสมนัสวิหาร ….เดิมที ผมทำท่าที “อิดเอื้อน” ด้วยว่าติดธุรเกี่ยวกับลูก แล้วที่สำคัญ ผมกำลังพยายาม “Rebranding” ตัวเอง ไม่ให้คนทั่วไปติดภาพ “มือถือไมค์ ไฟส่องหน้า” ของผม ท่ีจะว่าไปแล้วตอนนี้มันกลายเป็น Brand ประจำตัวไปซะแล้ว ด้วยเหตุที่ว่าก่อนหน้านี้ ได้รับการแต่งตั้งไปอยู่ในหน่วยดนตรี และตอกย้ำด้วยการเป็นรองผู้การที่กองสารนิเทศ แล้วบังเอิญ ผมเล่นสมบทบาทเกินไปหน่อย ผู้คน โดยเฉพาะผู้ใหญ่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็เลยคิดว่าผมเป็น “ตัวจริง” ในแนวทางนี้

    แต่ก็เอาหล่ะครับ…ได้รับบทบาทไหน ก็พยายามเล่นบทบาทนั้นให้ดีที่สุด ผมว่าน่าจะถูกต้องแล้วหล่ะครับ..วกกลับมาที่เรื่องเดิมดีกว่า …ในที่สุดผมก็ตกปากรับคำที่จะเป็นพิธีกรในงานพระราชทานเพลิงศพท่านผู้ใหญ่ดังกล่าว ซึ่งก็คือท่่าน พล.ท.สัณห์ พิสุทธิ์ศักดิ์  ด้วยว่าท่านเป็นทั้งบิดาและเป็นคุณพ่อภรรยา ของผู้ใหญ่ที่ผมเคารพรักหลายท่าน อาทิ ท่านพล.ต.ต.วรเดช พิสุทธิ์ศักดิ์ (พี่ต้อ, นรต.27), พล.ต.ท.พิสิฏฐ์ พิสุทธิ์ศักดิ์ (พี่ต้อย,นรต.32), พล.ต.อ.วุฒิ ลิปตพัลลภ (ที่ปรึกษา สบ.10)….ซึ่งทุกอย่างก็เป็นไปด้วยดีหล่ะครับ ผมเตรียมตัวศึกษาข้อมูล และซักซ้อมทำความเข้าใจขั้นตอนพิธีการต่าง ๆ มาเป็นอย่างดี แต่ก็ยังอดที่จะประหม่าไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่ผ่านงานลักษณะเดียวกันนี้มาไม่น้อย…จะไม่ให้ประหม่าได้ไงหล่ะครับ ก็งานระดับชาติอย่างนี้ ผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง มาร่วมงานกันเต็มไปหมด

    แต่ประเด็นที่ผมอยากจะเล่าให้ฟังวันนี้ก็คือเรื่องดนตรี และเพลง ที่เจ้าภาพจะใช้ประกอบในงานครับ นัยว่าเพื่อเป็นการรำลึกถึงผู้วายชนม์ ที่เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ ใช้บทเพลงเป็นเครื่องมือในการสร้างอุดมการณ์ให้ชีวิต โดยเฉพาะชีวิตคนในเครื่องแบบนายทหารแห่งกองทัพบกไทย….แน่นอนหล่ะครับ ผมซึ่งเคยเป็นอดีตผู้กำกับการ กองดุริยางค์ตำรวจ (ฝ่ายดนตรี กองสวัสดิการ สำนักงานกำลังพล….ชื่อแบบเป็นทางการ ซึ่ง…ยาวมากกกก) ก็ได้รับคำสั่งให้ไปเจรจาต้าอ้วย กับประดานักดนตรี ลูกน้องเก่า ให้เล่นเพลงที่ท่านเจ้าภาพอยากให้เล่น โดยเฉพาะในช่วง Highlight ของงาน  และที่สำคัญ มีเวลาตั้งตัวเจรจาความกันไม่ถึง 24 ชั่วโมง ด้วยว่าก่อนหน้านี้ เจ้าภาพจะใช้วงดนตรี จากดุริยางค์ทหารบก แต่ติดขัดปัญหาทางเทคนิคบางประการ ก็เลยเปลี่ยนมาใช้ดุริยางค์ตำรวจแทน

    แรก ๆ นักดนตรีลูกน้องเก่า ทำท่า “มีปัญหา” ด้วยว่า เพลงสำคัญที่ท่านเจ้าภาพต้องการให้เล่น นักดนตรีไม่มีโน้ต และไม่เคยเล่น ไม่เคยรู้จักมาก่อน …แต่ก็ด้วยความที่ผมได้รับมอบหมายมาแล้ว และก็พอจะ “รู้ทาง” บรรดาลูกน้องเก่าเหล่านี้ ในที่สุดทุกอย่างก็เป็นไปได้ และเป็นไปได้ด้วยดีแบบที่ผมก็ต้องแอบปลื้มกับความเก๋า ความเก่ง ของลูกน้อง เพื่อนร่วมงานเก่าของผมอยู่ไม่น้อย

    ในบรรดาบทเพลง Request ของเจ้าภาพ มีอยู่เพลงหนึ่งครับ ที่แม้ขณะนี้ งานผ่านไปได้ 2 วันแล้ว เสียงของบทเพลงนี้ยังคงก้องอยู่ในโสตประสาทของผมอยู่ตลอดเวลา ….พี่ต๋อย ภรรยาของท่าน พล.ต.อ.วุฒิ ลิปตพัลลภ ซึ่งเป็นลูกสาวคนเล็กของท่าน พล.ท.สัณห์ ฯ เล่าให้ผมฟังว่า คุณป๋า (พล.ท.สัณห์ ฯ) ขณะยังมีชีวิตอยู่ ท่านมีความผูกพันกับเพลงนี้มาก ท่านเขียนเนื้อร้องของเพลง ซึ่งเป็นบทโคลงในพระราชนิพนธ์ของล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 ไว้ในสมุดไดอารีส่วนตัวของท่าน และหยิบขึ้นมาอ่่านเพื่อเป็นการตอกย้ำอุดมการณ์รักชาติ อุดมการณ์ของนายทหารแห่งกองทัพบกไทย อยู่ตลอด….ผมได้ฟังประวัติ ของท่านพล.ท.สัณห์ ฯ จากบรรดาลูก ๆ หลาน ๆ ของท่าน ประกอบกับได้ไปทำการบ้านสืบค้นประวัติของท่านมาด้วยอีกส่วนหนึ่ง ก็ยิ่งรู้สึกประทับใจใน “ลีลาการดำเนินชีวิต” ของท่าน ที่ท่านใช้บทเพลงหลาย ๆ บทเพลง เป็นเครื่องมือดำเนินชีวิตของท่าน ทำให้ชีวิตของท่าน แม้จะจากไปแล้ว ยังคงถูกบันทึกในประวัติศาสตร์ ว่าท่านเป็น “คนดี” ที่สมควรแก่การยกย่อง ท่านหนึ่ง

    วันนี้ผมก็เลยอยากจะนำบทเพลงที่ว่านั้น มาแนะนำให้หลาย ๆ ท่านได้ฟังกัน ซึ่งจะว่าไปแล้ว สมัยผมเป็นนักเรียนเตรียมทหาร และนักเรียนนายร้อยตำรวจ เราก็เคยร้องกันอยู่เป็นประจำในเวลาวิ่งตอนเช้า ๆ ….แต่เวอร์ชั่นที่ผมจะนำมาแนะนำให้ท่านฟังนั้น เป็นเสียงร้องของคุณสันติ ลุนเพ่…เจ้าพ่อเพลงปลุกใจ….เพลงนี้ประพันธ์ทำนองโดยศิลปินแห่งชาติ ครูสง่า อารัมภีร์ และครูสุนทรียา ณ เวียงกาญจน์ ส่วนเนื้อเพลง นำมาจากโคลงพระราชนิพนธ์ของล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 เพลงนี้ชื่อว่าเพลง “เกียรติศักดิ์ทหารเสือ” …ซึ่งผมอยากจะแนะนำให้ท่านลองฟังเพลงนี้ ในห้องเงียบ ๆ ที่มีเครื่องเสียงคุณภาพดี ๆ หรืออาจจะใส่หูฟัง ฟังจากเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือ หรืออุปกรณ์พกพาอะไรก็ได้นะครับ…แล้วท่านจะค้นพบอะไรบางอย่าง ซึ่งผมเชื่อว่า “อะไรบางอย่าง” นั้น ท่านพล.ท.สัณห์ พิสุทธิ์ศักดิ์ และพี่น้องทหาร ตำรวจ รวมถึงผู้เสียสละเพื่อชาติหลาย ๆ ท่าน ได้ค้นพบมาแล้ว…..สิ่งนั้นถูกเรียกกันว่า “อุดมการณ์” ครับ….

    คลิกฟังเพลง “เกียรติศักดิ์ทหารเสือ”  จาก Youtube ด้านล่างนี้เลยครับ