หมวดหมู่: Police Advice

  • โปลิศ ไอโอ 101 ตอนที่ 2 : ว่าด้วยทีมไอโอและการปฏิบัติการ

    โปลิศ ไอโอ 101 ตอนที่ 2 : ว่าด้วยทีมไอโอและการปฏิบัติการ

    11062547_1676770682536377_4685347162478526281_n

    การทำ io (Information Operation) หรือการทำการปฏิบัติการข่าวสาร เป็นเรื่องของ “กระบวนการ” ดังนั้นเมื่อเป็นกระบวนการ แน่นอนว่าต้องมี “ผู้ร่วมกระบวนการ” ไม่สามารถทำงานอย่างโดดเดี่ยว เดียวดายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หน่วยงานใหญ่ ๆ อย่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติด้วยแล้ว กระบวนการการทำทีมไอโอ ยิ่งต้องได้รับการรับรอง รับรู้ ของผู้บริหารองค์กรในทุกระดับ เริ่มตั้งแต่ระดับสถานีตำรวจ จนถึงระดับสูงสุดที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เนื่องจาก หากเผลอผิด พลาดพลั้งไป มันหมายความถึงความ “พ่ายแพ้” ในเชิงสังคม ยกตัวอย่างง่าย ๆ หากวันนี้มีตำรวจไทยหัวใจไอโอคนหนึ่ง ปล่อยภาพตำรวจจูงคุณยายสูงวัยข้ามถนน แต่ภาพที่ถ่าย ไม่ได้ผ่านกระบวนการกลั่นกรองมา เนื่องจากมุมที่ถ่าย ทำให้อาจถูกตีความไปได้ว่า “คุณยายสูงวัยน้ำใจงาม จูงตำรวจหนุ่มข้ามถนน”….(ฮา !)

    เริ่มต้นด้วยการทำ “ทีมไอโอ”
    ทีมไอโอ ถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำไอโอ เป็นจุดเริ่มต้น เป็นแหล่งสร้างชื่อ ในขณะเดียวกันก็อาจเป็นแหล่ง “หมดอนาคต” ของใครหลายคน ดังนั้น การสร้างทีมไอโอ จำเป็นต้องใช้ความพิถีพิถัน คัดเลือกคนเข้ามาร่วมงาน ไม่ว่าจะหน่วยงานในระดับย่อยเช่นกองกำกับ ระดับบริหารเช่นกองบังคับการ กองบัญชาการ หรือว่าที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเองก็ตาม จะต้องมีการ “คัดเลือก” ตัวกันสักหน่อย ไม่ใช่ว่าเอาใครก็ได้มาร่วมทีม หรือสักแต่ว่าเอาคนที่ชอบนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือเป็นพวกมนุษย์ไอที มาเป็นทีม จงจำไว้เสมอว่า คนที่อยู่ในทีมไอโอ ไม่จำเป็นต้องเป็น “มนุษย์คอมพิวเตอร์” (แต่ถ้าเป็นด้วย ก็จะเกิดประโยชน์ สร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นไปอีก)
    เมื่อคัดคนได้แล้ว ทีนี้ก็ต้องมาเข้ากระบวนการ “ปรับทัศนคติ” …เอ๊ย กำหนดบทบาทให้คนเหล่านั้นรู้ว่า จะมาทำอะไร ไม่ใช่เอามาเป็นทีโฆษณาชวนเชื่อ แต่เป็นทีมที่จะเอาของดีที่หน่วยของตนเองมีอยู่มาบอกกล่าวกับสังคม แน่นอนว่าก่อนจะทำอย่างนั้นได้ต้องผ่านการอบรม ซึ่งการอบรมนี้ก็จะเป็นการอบรมทั้งเรื่องหลักการการทำไอโอ จะถ่ายรูปอย่างไร จะเอารูปไปเผยแพร่อย่างไร เขียนโปรยหัวอย่างไรให้ดึงดูด ถ่ายคลิปอย่างไรให้มีคนเข้ามาดู ฯลฯ
    InfoIO.001
    ถึงเวลา “ผลิตงาน”
    หลังจากที่ทีมไอโอเข้าใจบทบาทและหน้าที่แล้ว ก็มาถึงการเริ่มต้นทำงาน นั่นคือการ “ผลิตงาน” ซึ่งแน่นอน ก่อนออกไปผลิตงาน จะต้องผ่านการ “วิเคราะห์ แยกแยะ” ให้ดีก่อนว่า จะผลิตงานออกมาในแนวไหน เช่นหากวิเคราะห์มาแล้วว่า ช่วงนี้ประชาชนในพื้นที่รถจักรยานยนต์หายกันเยอะ จะทำไอโออย่างไรเพื่อให้ประชาชนรู้วิธีการในการโจรกรรมรถ หรือ จะทำอย่างไรให้ประชาชนอุ่นใจว่าตำรวจได้ทำอย่างเต็มที่ ทำดีที่สุดแล้ว ในการระวังป้องกันรถหาย ซึ่งหากโจทก์ออกมาเป็นอย่างนี้ บทความในการไอโอ ภาพ หรือคลิปที่จะปล่อยออกไป ก็จะต้องสอดคล้องกับสถานการณ์ ซึ่งการที่จะเขียนบทความอย่างไร ถ่ายภาพอย่างไร ถ่ายคลิปอย่างไร เราจะไว้พูดในรายละเอียดกันอีกทีในเรื่องของการผลิตภาพ ผลิตคลิป ผลิตบทความต่าง ๆ
    จะว่าไปแล้ว เวลานี้ที่แม้ว่าการทำไอโอของตำรวจไทย เริ่มจะมีปริมาณที่พอไปวัดไปวา ไปอวดชาวบ้านเค้าได้ แต่ก็ยังไม่ถึงกับ “โดน” แบบจัง ๆ เนื่องจากว่า เราผลิตแบบไม่ได้ผ่านกระบวนการ “คิดก่อนทำ” พวกเราสักแต่ว่าทำตามอารมณ์ วันนี้อยากจะเสนอเรื่องอะไร ภาพอะไร ไม่ได้ดูอารมณ์ของตลาด อารมณ์ของลูกค้าว่าต้องการอะไร หรือว่า ต้องวิเคราะห์ให้ได้ว่าอะไรกำลังเป็น “จุดอ่อน” ของเราอยู่ ก็ต้องหาหนทาง “กำจัดจุดอ่อน” นั้นโดยเร่งด่วน จงจำไว้ว่าเรื่องดีต้องทอดเวลาให้อยู่ในกระแสให้นาน ส่วนเรื่องไม่ดีให้หลุดไปจากกระแสเร็วที่สุด
    10687964_714603798617679_3786521266711071669_o
    ได้เวลา “ปล่อยของ”
    การแชร์ โดยเฉพาะในยุคของ “ใคร ๆ ก็เป็นสื่อมวลชน” ได้ ในวันที่แทบจะทุกหัวระแหง ไม่ว่าจะยากดีมีจนต่างมีสมาร์ดโฟน เป็นของตัวเอง การ “ปล่อยของ” จึงถือเป็นเรื่องปกติของคนยุคปัจจุบัน การแชร์ถือเป็นพิธีกรรมของคนในศตวรรษนี้ โดยเฉพาะการถ่ายภาพอาหารเริ่ด ๆ แล้วแชร์กันไปในโลกออนไลน์
    ดังนั้นที่ผมพูดว่าการไอโอ มันไม่ใช่เรื่องจำกัดวงเฉพาะคนไอทีอีกต่อไปแล้ว มันจึงไม่น่าจะเกินเลย การไอโอเป็นเรื่องที่ “ใคร ๆ ก็ทำได้” แต่….เดี๋ยวก่อน จะแชร์อย่างไรให้มีประสิทธิภาพ ตรงเป้าเข้าประเด็นนี่ซิ มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใคร ๆก็ทำได้
    การรู้ช่องทาง และประเภทของสื่อสังคมออนไลน์ ที่เหมาะสมกับ “ของที่จะปล่อย” ถือเป็นหัวใจสำคัญในการปล่อยของให้ตรงเป้า ซึ่งสื่อสังคมออนไลน์ที่อยากจะแนะนำให้ใช้ จนถึงขนาดว่า “ต้องใช้” มีด้วยกันหลายตัว ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของคนปล่อยของ เช่น ถ้าต้องการเผยแพร่คลิปวิดีโอ แน่นอนว่า Youtube เป็นตัวแม่ในเรื่องนี้ หรือหากต้องการแชร์ภาพสวย ๆ วันนี้ Facebook หรือ Line ก็ยังเป็นแหล่งที่ยังคงอยู่ในกระแส แต่หากจะอวดรูปสวย ๆ แล้วให้คนมาติดตามกัน instagram ก็เป็นสื่อที่มองข้ามไม่ได้  ถ้าอยากกระจายข่าวให้นักข่าวส่วนใหญ่รู้ Twitter ก็เป็นเครื่องมือสำคัญที่นักข่าวในประเทศ หรือทั่วโลกเค้านิยมใช้กัน ถ้าอยากจะเขียนบทความหรือมีเว็ปไซต์ ที่เป็นลักษณะ Blog เป็นลักษณะสื่อ Social Media แล้วละก็ นาทีนี้ต้องเป็นเจ้าตัวนี้เลย WordPress
    อย่างไรก็ตาม สื่อทุกยี่ห้อที่ผมว่าไว้ข้างต้น มันสามารถเชื่อมโยงกันได้….น่าอัศจรรย์มาก สำหรับความเก่งของสื่อสังคมออนไลน์ในยุคสมัยนี้ เช่นว่า เราเอาคลิปวิดีโอไปแปะไว้ใน Youtube มันจะสามารถเชื่อมโยงไปทุกสื่อ ที่ผมสาธยายไว้ข้างต้น เรียกว่าทำงานครั้งเดียวครอบคลุมไปทุกสื่อ หรือถ้าเราเขียนบทความแสดงใน Blog WordPress มันก็จะสามารถเชื่อมโยงไปเผยแพร่ใน Facebook ใน Line ได้ด้วย โดยที่เราไม่ต้องไปทำอะไรใหม่….โอ้…มายสิทธัตถะ มันเยี่ยมมากเลยยยย !
    ผมคงไม่พูดถึงเรื่องการปล่อยของในสื่อแบบดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ เนื่องจากว่า สื่อเหล่านั้นมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง และที่สำคัญ มันเป็นความไม่แน่นอนว่า สื่อเหล่านั้นจะสามารถไปถึงกลุ่มเป้าหมายของเราได้มากน้อยแค่ไหน ถึงเวลาถ้าปล่อยของไปแล้ว มันอาจจะลอยวูบเดียวหายไปในอากาศ โดยที่เราไม่สามารถย้อนไปดูย้อนไปฟังได้อีก ผมจึงอยากจะเน้นย้ำเฉพาะการใช้สื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งใช้ได้ดี ใช้ได้ฟรี และที่สำคัญมีประสิทธิภาพกับกลุ่มเป้าหมาย
    141596
    วิเคราะห์ของที่ปล่อย
    ปล่อยของเสร็จแล้ว ก็อย่าลืมกลับมาดู กลับมาวิเคราะห์กันด้วยนะครับว่า เสียงตอบรับบวกลบเช่นไร ถ้าเสียงตอบรับดี …แน่นอน ตอกย้ำมันเข้าไป แต่ถ้าเสียงตอบรับเป็นลบ ก็แน่นอนอีกเช่นกัน ต้องรีบ “เอามันออกไปจากกระแส” โดยเร่งด่วน
    และนี่ก็เป็นบทสรุปแบบง่าย ๆ ของการสร้างทีมไอโอ และการปฏิบัติการโดยสรุป คราวหน้าผมจะมาคุยให้ฟังในรายละเอียดเรื่องอื่น ๆ ที่คั่งค้างเอาไว้…ติดตามอ่านได้ในตอนต่อไปครับ
  • โปลิศ ไอโอ 101 ตอนที่ 1: เกริ่นนำ

    โปลิศ ไอโอ 101 ตอนที่ 1: เกริ่นนำ

    วันนี้  หลาย ๆ คนเริ่มคุ้นเคยกับสไตล์การทำงาน การบังคับบัญชาแบบทางไกล หรือที่เรียกเป็นภาษาทางการว่าการ “ประชุมทางไกล” (Video Conference) ศัพท์แสงต่าง ๆ ที่แต่เดิมดูไม่คุ้นหู เริ่มนำมาพูดกันทุกวันจนคุ้นชิน ซึ่งแน่นอนว่าส่วนมากเป็นศัพท์แสงทางการทหารที่บางคนอาจจะเคยร่ำเรียนมาจากโรงเรียนเสนาธิการทหารของเหล่าทัพต่าง ๆ ก็คงจะมีความคุ้นเคยอยู่บ้าง
    12027523_1675255226021256_1404887765356387272_n แต่ผมก็ยังมั่นใจว่าหลาย ๆ คนใช้มันทุกวัน พูดมันจนติดปาก โดยยังไม่รู้ความหมายที่แท้จริงว่า “มันคืออะไรกันแน่…ฟะ” ? ….ผมก็เป็นอีกคนหนึ่งซึ่งทำท่าที “แอ๊ค” ใช้คำศัพท์เท่ห์ ๆ นั่นกะเค้าบ้างเหมือนกัน หนึ่งในคำศัพท์เจ้าปัญหาที่ว่านั้นก็คือคำว่า IO (ไอโอ) หรือคำเต็ม ๆ ว่า Information Operations แปลเป็นภาษาไทยตรง ๆ ว่า การปฏิบัติการข่าวสาร

    ไอ้เจ้า IO นั้นมันคืออะไรกันแน่ สำคัญแค่ไหน แล้วในส่วนของม๋าต๋า ตำรวจไทย จะเอาเจ้า IO นี้ไปใช้ในการทำงานให้เกิดประโยชน์จริง ๆ ได้อย่างไร….ลองตามมาสำรวจความคิดของกระพ้มกันนะครับ

    ว่ากันว่าการปฏิบัติการข่าวสาร หรือว่าไอ้เจ้า IO นี้เร่ิมเข้ามามีบทบาทสำคัญจริง ๆ หลังสงครามเย็นสิ้นสุด แล้วโลกทั้งโลก ไม่ว่าโลกทางธุรกิจหรือจะโลกทางการทหาร เริ่มเปลี่ยน เริ่มปรับตัวมาสู่ยุคข้อมูลข่าวสาร ที่เมื่อซักเกือบ ๆ  20 ปีที่ผ่านมามีผู้กล่าวกันว่าข้อมูลข่าวสารคืออำนาจ นั่นหมายความว่า ใครมีข้อมูลในมือคนนั้นก็จะมีอำนาจเหนือคน…ว่าไปนั่น

    422095

    กล่าวโดยรวบรัดก็คือ การปฏิบัติการข่าวสารก็คือการชิงความได้เปรียบเรื่องข้อมูลข่าวสารนั่นเอง โดยมีสมมติฐานเบื้องต้นว่า ข่าวสารที่แม่นตรงถูกต้องจะทำให้การสั่งการของผู้บังคับบัญชาถูกต้องเกิดประสิทธิภาพไปด้วย และในทางกลับกันข่าวสารที่บิดเบี้ยวไม่ถูกต้องแม่นตรงก็จะทำให้ฝ่ายตรงข้ามสั่งการผิด ทำงานผิด ผลก็คือความพ่ายแพ้ในสนามรบนั่นเอง

    ไอ้ที่ผมกล่าวไว้ข้างต้น เป็นการกล่าวสรุปรวบรัดแบบลูกทุ่งนะครับ อย่าได้เอาไปอ้างอิงที่ไหนเชียว…อายเค้า แต่ถ้าอยากรู้ข้อมูลเชิงวิชาการแบบขนานแท้ กระพ้มก็ได้จัดเตรียมไว้ให้แล้วครับ สามารถเข้าไปอ่าน เข้าไปดาวน์โหลดตามลิงค์ด้านล่างนี้ได้เลยครับ …เป็นบทความเรื่องนี้โดยตรง จากจุลสารความมั่นคงศึกษา ซึ่งมีปรมาจารย์การยุทธสมัยใหม่ที่ชื่อ “สุรชาติ บำรุงสุข” เป็นบรรณาธิการ ครับ

    (คลิกเพื่อเข้าไปอ่านได้เลยครับ …ปฏิบัติการข่าวสาร : Information Operations โดยสุรชาติ บำรุงสุข)

    11062547_1676770682536377_4685347162478526281_n

    ทีนี้มาว่าเรื่องของเรากันต่อครับ เรื่องของเรายังไม่จบง่าย ๆ ถ้าหากว่าวันนี้ท่านผู้บังคับบัญชา ยังคงสั่งงานผ่าน Video Conference ให้หลาย ๆ หน่วยไปทำ “ไอโอ”…หลายคนหน้าตาตื่นมาถามผมว่า ไอ้เครื่องทำไอโอนี่มันไปหาซื้อได้ที่ไหนฟะ…นัยว่าคุ้น ๆ ว่ามันเป็นเครื่องกรองน้ำ หรือว่าเครื่องทำน้ำแร่ …อะไรประมาณนั้น …ฮา !

    หลังจากที่กระพ้ม ได้พากเพียรอ่านสารพัดตำรา ของท่านอาจารย์สุรชาติ ฯ รวมทั้งของท่านอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาษาไทยหรือภาษาต่างด้าว ก็สรุปความได้ว่า การ “ไอโอ” ในบริบทของความเป็น “ตำรวจไทย” มีความหมาย และการปฏิบัติที่ค่อนข้างจะแตกต่างไปจากความหมายดั้งเดิม จะเป็นด้วยภารกิจ จะเป็นด้วยประวัติศาสตร์ หรือแม้กระทั่งประเพณีนิยมของตำรวจไทย

    และต่อไปนี้เป็นสรุปความหมายของคำว่า “ไอโอ”, IO, Information Operations, หรือ การปฏิบัติการข่าวสาร ในบริบทของการเป็น “ตำรวจไทย” …ผมขอย้ำนะครับว่าในบริบทของ “ตำรวจไทย” ซึ่งไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับตำรวจพม่า หรือตำรวจเขมร ในฐานะเป็นประชาคมอาเซี่ยนเดียวกันอย่างเด็ดขาด… หากเมื่อไหร่ก็ตาม ท่านผู้อ่านได้รับคำสั่งให้ไปทำ “ไอโอ” ….มันหมายความว่าท่านต้องทำสิ่งต่อไปนี้

    1502262_622532667824793_8165580846553377555_o

    1. สำรวจความเคลื่อนไหวของข่าวเปิดจากสื่อ ซึ่งรวมถึงทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ และสื่อออนไลน์ทุกชนิด ซึ่ง ณ ปัจจุบัน (พ.ศ.2556) สื่อใหม่ที่ชื่อว่า Social Media มีบทบาทในสังคมโลก “สูงมาก” สูงจนบางครั้งมีบทบาทนำสื่อกระแสหลัก อย่างหนังสือพิมพ์ ทีวี วิทยุ เสียด้วยซ้ำ สังเกตุได้จากข่าวซุบซิบ หรือข่าวคลิปหลุด ภาพหลุด …อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ มักมีจุดเริ่มต้นจากสื่อที่ชื่อว่า Social Media แล้วถูกส่งต่อกันไปในสื่อผู้น้องของ Social Media นั่นก็คือ Social Network ยี่ห้อ Facebook, Twitter หรือสื่อน้องใหม่ไฟแรงที่ชื่อ Line นั่นเอง…โดยคนที่ทำหน้าที่ IO จะต้องเข้าไปดูประเด็นข่าวในเรื่องที่จะทำ แล้วสรุปให้ได้ว่าประเด็นที่กำลังเผยแพร่ในสื่อดังกล่าวในสังคม มีประเด็นใดบวก มีประเด็นใดลบกับเราบ้าง แล้วจง “หาข้อสรุปกับสิ่งนั้น”

    2. ประเด็นข่าวด้านใดเป็นบวก…ทำให้คงอยู่ให้ยาวนานที่สุด  ประเด็นข่าวด้านใดเป็นด้านลบ…ทำให้ลบออกไปจากกระแสสังคมให้เร็วที่สุด…เรื่องนี้นี่แหละ ที่เป็นหัวใจสำคัญ เป็นเรื่องที่เราต้องใช้ทักษะในเรื่อง “สื่อมวลชนสัมพันธ์” (Media Relations) ซึ่งจะว่าไปแล้ว ไม่ใช่ว่าจะสร้างในวันสองวัน มันต้องมี “กระบวนการ” และกระบวนการดั่งว่า เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ใช้ศิลปะ รวมทั้งต้องใช้ทุนทรัพย์บ้างพอประมาณ  เนื่องด้วยสื่อมวลชน จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการบอกกล่าวข่าวเชิงบวกกับสาธารณะชน ในขณะเดียวกัน ก็จะคอยปิดปาก ไม่พูดข่าวลบ แต่..ช้าก่อนพี่น้อง วันนี้เรามีเทคโนโลยีที่ชื่อว่า Social Network มาเป็นตัวช่วยที่ดีมาก มีประสิทธิภาพมาก Social Network จะเป็นเครื่องมือที่เราจะใช้สื่อสารกับสื่อสารมวลชนทุกแขนง รวมทั้งสาธารณะชน ในการชี้แจงเรื่องทุกเรื่อง รวมทั้งในการสร้างภาพความทรงจำที่ดี

    S__13828162

    แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะประสบผลสำเร็จกับการสื่อสารด้วยสื่อที่เรียกว่า Social Network เสมอไป การใช้ Social Network จำเป็นต้องมีกลยุทธ์ครับพี่น้อง อาทิเช่น ต้องมีความเป็นกันเอง ไม่เป็นทางการจ๋า ต้องรู้จักกลยุทธ์การใช้ถ้อยคำโปรยห้ว หรือ Headline มาสร้างความน่าสนใจ แล้วที่สำคัญ ต้องมีกลยุทธ์ในเรื่องเวลา ไม่ใช่ว่าอยากจะโพสต์อะไร เวลาไหนก็ใส่เข้าไปแบบไม่รู้จักกาละเทศะ ….กลยุทธ์การเลือกรูป การ “สร้างรูป” การ “สร้างคลิป” ก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องมีการวางแผน ไม่ใช่ว่า “อะไรก็ได้” ประโคมเข้าไป บางทีนอกจากไม่เกิดประโยชน์แล้ว ยังเป็นขยะที่ในระยะเวลาหนึ่ง ก็ทำให้คนเบื่อหน่าย ไม่อยากจะเข้ามาดู มาเกี่ยวขัองด้วย

    พูดถึงเรื่อง Social Media รวมทั้งญาติผู้น้องที่ชื่อ Social Network แล้ว คงต้องใช้เวลาทำความเข้าใจกันอีกเยอะ ไว้วันหลังเรามาคุยแบบเจาะลึกกันอีกครั้งก็แล้วกันครับ

    3. มีทักษะการนำเสนอที่ดี น่าเชื่อถือ เป็นมืออาชีพ….เรื่องนี้ถือเป็นทักษะของการประชาสัมพันธ์ และการประชาสัมพันธ์นี่เอง เป็นเวทีของการ “ปล่อยของ” หลังจากที่ทีมไอโอ ได้ทำการ “ใคร่ครวญ วิเคราะห์ แยกแยะ” (เรียกเป็นคาถาย่อ ๆ ว่า….ค….ว…..ย….อย่า ! อย่าคิดเป็นอื่นโดยเด็ดขาด) การเลือกใช้สื่อ การปรากฏตัวต่อสื่อ การทำเอกสารข่าวแจก หรือแม้กระทั่งก้าวหน้าไปกว่านั้น ก็คือการทำ Video Clip ข่าวแจก และส่งต่อไปตามสื่อทุกแขนง ถือเป็นการใช้ทุกช่องทางในการสื่อสารกับประชาชน นอกจากนั้น ส่ิงสำคัญก็คือประเด็นที่จะสื่อออกไป ต้องไม่ “เยิ่นเย้อ” ต้อง “ตรงประเด็น” และสื่อที่ข้อจริง ข้อเท็จอย่าได้นำมาสื่อโดยเด็ดขาด เพราะหากสื่อหรือสังคม “จับได้” ว่าส่ิงที่ท่านสื่อออกไปเป็นเท็จ ท่านจะเสียคน เสียความน่าเชื่อถือ แบบไม่ต้องผุดต้องเกิดโดยทันที

    Io_4168

    พูดถึงเรื่องการทำ “เอกสารข่าวแจก” หรือที่เรียกว่า Press Release  นั้น ขออนุญาตเหน็บแนม กระแนะกระแหนหน่อยเหอะครับ ….ด้วยว่าจะเป็นประเพณีนิยมหรืออะไรก็ไม่รู้ การทำเอกสารข่าวแจกกว่าจะเข้าเรื่องได้ บางหน่วยต้องเกริ่นนำแบบเยิ่นเย้อ ประมาณว่า…ตามนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ซื่งสื่อมายังผู้นำชาติอาเซี่ยนทุกชาติ รวมถึงนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ซึ่งท่านก็ได้มีบัญชามายังท่านผบ.ตร. ผบ.ตร.ก็เลยสั่งมายังผบช. ผบช.กำชับมายัง ผบก. ผบก.กระเด้งรับ สั่งต่อไปยัง ผกก. ผกก.สั่งรองผกก.สส. รองผกก.สส. สั่งต่อไปยังสว.สส. สว.สส.สั่งผบ.หมู่ ผบ.หมู่ชื่อดาบปื๊ด ก็เลยไปจับครอบครองยาบ้ามาได้ 10 เม็ด….บ้าไปแล้วครับพี่น้อง ไม่ต้องเยิ่นเย้อยืดยาดขนาดนั้นครับ คนอ่านสื่อ ไม่ต้องการรู้หรอกครับ ว่าผู้การ ผู้กำกับ สารวัตร เป็นใคร ชาวบ้านเค้าต้องการรู้เพียงว่า ไอ้เจ้าผู้ต้องหาเนี่ยมันทำอะไรผิดมา แล้วโดนจับด้วยข้อหาอะไร มีพฤติการณ์ที่น่าสนใจเป็นประโยชน์กับคนที่เค้ารับทราบข่าวสารอย่างไร…ประมาณนี้ครับ ไม่ต้อง “เยอะ”

    และทั้งหลายทั้งปวงก็เป็นสรุปเรื่องการปฏิบัติการข่าวสารในบริบทตำรวจไทย สุดท้ายสำหรับวันนี้ …ผมสรุปเป็นคำบรรยายแบบง่าย ๆ สำหรับมิตรรักแควนเพลงที่อาจจะนำไปใช้ประโยชน์ ได้บ้างไม่ได้บ้าง แล้วแต่ท่านหล่ะครับ…แล้วก็เป็นคู่มือประกอบการบรรยายของกระพ้ม ในสถานที่ต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยครับ คลิกเข้าไปอ่านที่ลิงค์ด้านล่างนี้ได้เลยครับ

    12037991_885366508221910_4158907494429171103_n

  • 191สระแก้ว…เรามาถึงจุดนี้ได้ยังไง !

    191สระแก้ว…เรามาถึงจุดนี้ได้ยังไง !

     

    IMG_2433

    191…โครงสร้างพื้นฐานที่วันนี้ประเทศ “จำเป็นต้องมี”

    นับเนื่องจากความ “เอาจริง” ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ในการปลุกปั้นศูนย์บริการหมายเลขฉุกเฉิน 191 ให้ทำงานได้ “จริง” จนบางครั้งก็คิดเลยไปถึงการอาสาเป็นเจ้าภาพ “หมายเลขฉุกเฉินแห่งชาติ” ไปซะเลย ซึ่งเอาเข้าจริง ๆ แล้ว ในอนาคตอันใกล้นี้ หมายเลข 191 หรือหากจะเปลี่ยนไปเป็น 911, 122, 121, ฯลฯ หรืออะไรก็ตาม เริ่มมีเค้าลางจะกลายมาเป็น “หมายเลขฉุกเฉินแห่งชาติ” ไปจริงๆ ซะแล้ว ซึ่งก็หมายความว่า หากมีเรื่องอะไรก็ตามที่ถือ เป็น “เหตุฉุกเฉิน” ศูนย์ 191 ซึ่งตอนนี้มีกระจายครอบคลุมแทบจะเกือบทุกตารางนิ้วในประเทศ ก็จะเป็นเจ้าภาพหลัก สนธิกับหน่วยงาน หรือหน่วยราชการอื่น ในการให้การช่วยเหลือประชาชนใน “ทุกเรื่อง” ไม่ว่าโจรเข้าบ้าน ต้องการรถพยาบาล รถเสียกลางทาง น้ำไม่ไหล ไฟดับ เพลิงไหม้ ฯลฯ พูดง่าย ๆ ก็คือ ไม่ต้องไม่จดจำสารพัดหมายเลขฉุกเฉินที่นับวันจะมีมากมายจะออกอาการ “เกลื่อนเมือง” จนจำแทบไม่หวัดไม่ไหวกันแล้ว

    ซึ่งแน่นอน ในประเทศที่พัฒนาแล้ว หมายเลขฉุกเฉินแห่งชาติ ถือเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง เป็นเสมือน “โครงสร้างพื้นฐาน” ของประเทศที่มีความสำคัญไม่แพ้โครงสร้างพื้นฐานอื่น ไม่ว่าจะเป็นระบบการคมนาคม ไฟฟ้า น้ำประปา โทรศัพท์ อินเตอร์เน็ต ฯลฯ และที่สำคัญมันเป็นตัวชี้วัดคุณภาพของประเทศ ในการที่จะสร้างความมั่นใจให้กับคนในชาติ รวมทั้งคนต่างชาติที่จะเข้ามาท่องเที่ยว เข้ามาทำมาหากินในบ้านเมืองเรา โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเปิดประตูประเทศ สู่การเป็น “ประชาคมอาเซี่ยน” ในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้

    IMG_2428

    191…กับบทบาทที่เป็นมากกว่า “ศูนย์รับโทรศัพท์”

    เมื่อพูดถึงศูนย์ “รับแจ้งเหตุ 191” หลายคนอาจจะมีความคิดว่ามันเป็นเพียงศูนย์รับแจ้งเหตุ ซึ่งหลังจากรับแจ้งแล้ว อะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนั้นเป็นเรื่องที่ไม่อาจทราบได้ หรือบางคน หรือหลายคน อาจมีประสบการณ์เลวร้าย ในการแจ้งแล้วไม่มีคนรับ รับช้า รับแล้วไม่มีคนติดตามแก้ปัญหาให้ ฯลฯ ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นความจริง ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลสุดคลาสสิค “คนไม่พอ” หรือไม่ว่าจะด้วยความไม่จริงใจ ไม่เอาใจใส่ ไม่ทุ่มเท….หรืออะไรก็แล้วแต่ ทำให้ศูนย์รับแจ้งเหตุ 191 แทบจะไม่ได้มุมมองที่เป็นบวกจากสังคมเอาเสียเลย

    แต่วันนี้ ผมกล้ารับประกันได้ ถึงแม้ว่าผมอาจจะพูดแทนตำรวจที่ทำหน้าที่ประจำศูนย์ 191 ไม่ได้ทั้งประเทศ แต่อย่างน้อย ภายในจังหวัดเล็ก ๆ ชายแดน หรือที่ผมมักจะเรียกทีเล่นทีจริงว่า “ตำรวจท้ายซอย” ว่าพวกเราในวันนี้ พร้อมแล้วครับที่จะทำหน้าที่ “หมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินประจำจังหวัดสระแก้ว” ผมกล้าท้าพิสูจน์ได้เลยว่า ภาพเก่า ๆ ในอดีตที่หลายท่านเคยประสบ แทบจะหาไม่ได้สำหรับการทำงานของพวกเรา “ศูนย์แจ้งเหตุฉุกเฉิน 191 ตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว

    IMG_2430

    ผมยืนยันได้ครับว่า พวกเราไม่ได้ทำหน้าที่รับแจ้งเหตุอย่างเดียว หลังจากแจ้งเหตุแล้ว เรายังทำหน้าที่สั่งการ ควบคุมติดตาม และประเมินผลการทำงานของตำรวจ หรือหน่วยอื่น ๆ ที่เข้าไปแก้ปัญหาฉุกเฉินของผู้แจ้งด้วย เรียกได้ว่าทำกันเป็น “กระบวนการ” ไม่ใช่ว่ารับแจ้งเหตุเฉยๆ

    IMG_2431

    ซึ่งตรงนี้ผมอยากจะเน้นการทำงานเป็นกระบวนการแบบนี้ว่าเป็น “ระบบการรับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 191” ครับ ไม่ใช่เฉพาะการทำหน้าที่เป็นแค่ศูนย์รับแจ้งอย่างเดียว….ผมมีความคิดว่า ระบบ ฯ นี้จะทำหน้าที่คล้ายศูนย์ควบคุมสั่งการของผู้การจังหวัด เมื่อได้รับทราบเหตุด่วนเหตุร้าย หรือเหตุขอความช่วยเหลือจากประชาชนแล้ว ระบบ ฯ นี้จะต้องเป็นผู้ “สั่งการ” ให้เจ้าหน้าที่เข้าไประงับยับยั้งเหตุ หลังจากนั้น ต้องเป็นระบบที่ “ควบคุมการปฏิบัติ” ของเจ้าหน้าที่ด้วยว่า ไอ้การที่เข้าไปหน่ะ แก้ไขปัญหาให้เค้าเรียบร้อยจริงหรือเปล่า มีการถ่ายรูปรายงานกัน มีการสั่งการ “กดดัน” ให้เจ้าหน้าที่เร่งรัดเข้าไปแก้ปัญหาเหตุฉุกเฉินนั้น ๆ และสุดท้ายที่ถือว่าเป็น “หมัดเด็ด” ของพวกเราก็คือ เราจะมีการ “ประเมินผล” การทำงานของเจ้าหน้าที่ ด้วยการโทรกลับไปหาผู้แจ้งว่าได้รับการบริการเรียบร้อยดีหรือไม่

     

    IMG_2429
    วงรอบการทำงานของระบบการรับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 191

    แต่ยังไงก็ต้องบอกกันก่อนนะครับ ว่าการบริการของพวกเราครอบคลุมเฉพาะในจังหวัดสระแก้วที่ผมรับผิดชอบเท่านั้น นั่นหมายความว่า ท่านต้องโทรขอความช่วยเหลือภายในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ด้วยการกดหมายเลข 191 แล้วระบบจะตัดเข้ามาท่ีการทำงานในระบบของระบบการรับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 191 จังหวัดสระแก้วเอง ไม่ว่าท่านจะขอความช่วยเหลือเรื่องอะไร หรือจะโทรสอบถามเส้นทาง หรือแม้บางคนโทรมาสอบถามเรื่องการใช้โทรศัพท์มือถือ ว่าซื้อมาใหม่ กดปุ่มโน้นปุ่มนี้ ไม่เป็น ก็ยังเคยมีครับ ซึ่งฟังดูเหมือนขำ ๆ แต่เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่มีอยู่จริง

    IMG_2434
    ร่วมวางแผนการทำงานก่อนปฏิบัติการทุกวัน

    IMG_2440

    ทำทุกเรื่องแม้ “ไม่ใช่งานในหน้าที่”

    วันนี้ หลังจากที่เรา “ปฎิบัติการแบบเต็มรูปแบบ” มาปีเศษ ๆ ปรากฏว่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่ต้องให้ “เราบริการ” ส่วนมากจะเกี่ยวกับการขอความช่วยเหลือ มากกว่าการขอให้เข้าไประงับยับยั้งเหตุอาชญากรรมทั่วไป ไม่ว่าจะรถเสีย สอบถามเส้นทาง น้ำไม่ไหล ไฟดับ ฯลฯ แต่อย่างไรก็ตาม แม้ดูผิวเผินอาจไม่ใช่งานในหน้าที่โดยตรงแต่ผมกลับคิดว่านั่นแหละคือ “หน้าที่ของพวกเรา”

    เพราะต้องอย่าลืมว่า หน้าที่ตำรวจนอกจากป้องกัน ปราบปรามอาชญากรรม การอำนวยความยุติธรรมทางอาญา แล้ว การทำให้ประชาชนอุ่นใจ ทำให้ประชาชน “เชื่อมั่น”พวกเรา คือการสร้าง “เครือข่ายสังคมที่สงบสุข”…ซึ่งนั่นแหละครับมันคือหน้าที่ของคนเป็น “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์”

    อย่างไรก็ตาม หากถามว่า “สายก่อกวน” ซึ่งถือเป็นปัญหาของทุกประเทศในโลก มีหรือไม่ ตอบได้เลยครับว่ามี แต่เราได้พยายาม “สกัดดาวรุ่ง” สายก่อกวนทั้งหลาย ทั้งการจับกุมดำเนินคดีอาญา หรือการเชิญผู้ปกครองมาพบกรณีที่เป็นเด็ก รวมทั้งเข้าไปประชาสัมพันธ์ตามโรงเรียน ซึ่งก็ได้ผลครับ ปัจจุบันสายก่อกวนลดลงกว่าร้อยละ 30 ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างน่าพอใจครับ….ซึ่งก็อยากจะขอวิงวอนหล่ะครับ มีลูกหลานที่อาจจะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ก็ช่วยอบรมดูแลด้วยนะครับ เพราะหากระหว่างโทรเข้ามาก่อกวน แล้วคนที่เค้าเดือดร้อนจริง ๆ ไม่สามารถโทรเข้ามาได้ เพราะสายไม่ว่าง ผมคิดว่านั่นมันจะเป็นการสร้างความเดือดร้อน และสร้างตราบาปให้กับเด็กโดยแค่เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ครับ

     โครงการ “ป้า” กับอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์การบริการแนวใหม่ของ 191 สระแก้ว

    เมื่อเร็ว ๆ นี้ ศูนย์ ฯ 191 สระแก้ว ได้ริเริ่มโครงการชื่อชวนขำว่า โครงการ “ป้า” ซึ่งมาจากการเล่นคำในภาษาอังกฤษว่า ​ PA ย่อมาจาก Police Anytime ซึ่งมีความหมายว่า ตำรวจจะไปอยู่กับท่านตลอดเวลาที่ท่านต้องการ

    โดยโครงการนี้ คนที่เข้าร่วมโครงการที่มีพื้นที่ ๆ ต้องการให้ตำรวจเข้าไปให้บริการอยู่ในจังหวัดสระแก้ว เพียงแต่โทรเข้าไปที่ศูนย์ ฯ​191 สระแก้ว แล้วบอกเจ้าหน้าที่ว่าจะเข้าร่วมโครงการ เจ้าหน้าที่ก็จะสอบถามข้อมูลพื้นฐานไม่เกิน 5 นาที หลังจากนั้น หากผู้เข้าร่วมโครงการเกิดเหตุด่วนเหตุร้าย หรือต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉินขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นเวลาใดก็ตาม เพียงแต่โทรมาที่ศูนย์ 191 สระแก้ว โดยใช้โทรศัพท์หมายเลขที่โทรมาลงทะเบียนไว้ แล้ววางโทรศัพท์ไปเลย ไม่ต้องพูดอะไร ตำรวจที่รับสายก็จะรู้ได้เองว่า ท่านกำลังมีเหตุขอความช่วยเหลือด่วน แต่ไม่สามารถพูดสายกับเจ้าหน้าที่ที่รับสายได้ อาจเป็นเพราะกำลังป่วยหนัก หรือคนร้ายกำลังเข้ามาอยู่ในบ้าน ไม่สามารถพูดให้คนร้ายได้ยินได้ เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ 191 สระแก้ว ก็จะส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจไปหาที่บ้านท่านในเวลาเร่งด่วน เพราะนั่นหมายความว่า ท่านกำลังมีเหตุฉุกเฉินเร่งด่วนเข้าแล้ว

     

    IMG_2436

    บทสรุป 191 สระแก้ว

    วันนี้ ศูนย์ ฯ 191 สระแก้ว คงไม่กล้าบอกว่าเราเป็นศูนย์ที่ ดีที่สุด เก่งที่สุด แต่เรากล้ายืนยันได้ว่าเราจะใช้ความ “พยายามอย่างที่สุด” ที่จะเข้าใกล้ความจริงของการเป็น “ระบบแจ้งเหตุฉุกเฉินที่มีประสิทธิภาพที่สุด” เราไม่กล้ารับประกันว่า เราจะต้องสั่งให้ตำรวจของเราไปถึงที่เกิดเหตุภายในเวลาไม่เกิน 3 นาที เพราะสภาพภูมิประเทศ และกำลังพลของเราคงไม่อาจเอื้อให้ทำอย่างนั้นได้ แต่เรารับรองว่า เราจะไปถึงที่เกิดเหตุได้ในเวลาที่ “เหมาะสมที่สุด”

    IMG_2439

    แล้วที่สำคัญ ผมอยากให้มั่นใจครับว่า ภายใต้การนำของผม ภายใต้การทำงานของเพื่อนร่วมงานทุกคนของผมที่นี่….”ตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว” เราจะทำให้พี่น้องของพวกเรามั่นใจกับการทำงานของพวกเรา และที่สำคัญมั่นใจว่า “ระบบรับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 191 ตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว” จะอยู่กับท่าน และพร้อมให้การบริการแบบ “มืออาชีพ” ให้กับท่านตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน ….ครับกระพ้ม !

    IMG_3262

  • ครูตำรวจต้นแบบ : Police The Idol

    ครูตำรวจต้นแบบ : Police The Idol

    S__5587068

    ปฐมบท “ครูตำรวจต้นแบบ”

    ผมว่ามัน “สุดยอดมากเลย….ที่เราได้ดู ได้เห็น ในสิ่งที่น้อยคนนักในประเทศนี้ จะมีโอกาสอย่างเรา” เสียงใครคนใดคนหนึ่งในกลุ่มของพวกเราที่ผมแอบได้ยินพูดขึ้นมา ในขณะที่เราเพิ่งชม “โขนหลวง” ที่ศาลาเฉลิมกรุงจบ….ครับ ผมไม่แน่ใจเหมือนกัน ว่าใครคนใดคนหนึ่งที่พูดหน่ะ หมายความอย่างนั้นจริง ๆ หรือเพียงเพราะอยากจะแกล้งพูดให้ผมได้ยิน เป็นการเอาใจผม….แต่ยังไงก็ช่างเหอะ ผมถือว่าผมได้ทำหน้าที่ในฐานะ “ผู้นำ” ในขั้นตอนนี้เสร็จสิ้นลงแล้ว แล้วก็คงต้องเดินหน้าทำต่อ ในสิ่งที่ยังไม่ครบหลักสูตร

    S__5586993

    ครับ ผมกำลังทำหลักสูตรการ “สร้างคน” ครับ เป็นหลักสูตรที่ผมตั้งชื่อว่า “ครูตำรวจต้นแบบ” หรือชื่อเป็นภาษาต่างด้าว ให้เข้ากับบรรยากาศประชาคมอาเซี่ยนว่า “Police The Idol” (พวกครูภาษาอังกฤษ อย่าเพิ่งมาต่อว่าว่าผมใช้ภาษาผิดไวยกรณ์นะครับ…มันเป็นการเล่นคำ มันเป็นภาษาการตลาดหน่ะ)

    173410

    แรงบันดาลใจ หรือ “สารตั้งต้น” ในการที่ผมทำโครงการนี้ ก็มาจากการได้นั่งสนทนาธรรมกับ “พี่โอเล่” พล.ต.อ.ไตรรัตน์ อมาตยกุล หัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ เมื่อประมาณ 2-3 เดือนที่ผ่านมานี้  พี่โอเล่ ในวันนี้ คงสะสมต้นทุนทางความคิดมาจากการที่ได้มีโอกาสรับใช้ใต้เบื้องยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ มายาวนาน และยังได้มีโอกาส เห็นโลกทัศน์ที่กว้างไกล จากการที่ได้ตามเสด็จไปทุกที่ ดังนั้น ทุกเรื่องที่พี่โอเล่พูด ผมก็แอบเอามาจด เอามาจำ แล้วพอเรื่องไหนที่พอจะ “เข้าทาง” ของผม ผมก็จะลงมือทำทันที  อย่างเรื่องโครงการนี้ก็เช่นกัน พี่โอเล่เพียงแค่จุดไฟให้ผมเห็นการที่จะสร้างตำรวจกลุ่มเล็ก ๆ ให้เป็นเหมือน Brand Ambassador ของตำรวจ ที่เข้าไปพบปะกับชุมชน เข้าไปช่วยเหลือ เข้าไปเป็นตัวแทนของตำรวจ ในการทำความดีกับประชาชน

    173408

    พี่โอเล่ในวันนั้น พูดทิ้งท้ายไว้เพียงสั้น ๆ ว่าให้ไปลองทำดู ผมก็เลยเอาความคิดนั้นมาต่อยอด แล้วก็ทำเป็นโครงการ “ครูตำรวจต้นแบบ” ขึ้น….และนั่นก็เป็นปฐมบทของการเริ่มต้นโครงการ “ครูตำรวจต้นแบบ” “Police The Idol” ของตำรวจสระแก้ว !

    S__5587009

    24 มิถุนายน 2558 05.00 น. เรานัดรวมตัวกันที่ “ตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว” ฐานที่มั่น ที่เป็นดั่งจุดศูนย์กลางของการบริหารราชการ ของตำรวจกว่า 1,200 คน ที่ทำหน้าที่ “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” ของจังหวัดท้ายซอย “สระแก้ว” รองอภิรักษ์ (พ.ต.อ.อภิรักษ์ เวชกาญจนา รองผบก. ฯ) ซึ่งทำหน้าที่ “อาจารย์ใหญ่”ของทริปประวัติศาสตร์นี้ คอยทำหน้าที่ตรวจเช็คความเรียบร้อย ความพร้อมของเครื่องอุปกรณ์ และกำชับการปฏิบัติตัวในการเดินทาง ทำหน้าที่อย่างสมบทบาทการเป็นอาจารย์ใหญ่…..05.30 น. เมื่อคนพร้อม รถพร้อม ของพร้อม ตำรวจสระแก้ว 30 ชีวิต ซึ่งประกอบไปด้วยครูต้นแบบในโครงการ 20 นาย และผู้บังคับบัญชา รวมทั้งทีมงานรวม 10 นาย ออกเดินทางด้วยรถยนต์ตู้ของทางราชการ 4 คัน เริ่มเคลื่อนตัวออกจากที่ตั้ง มุ่งหน้าสู่ อ.ชะอำ จว.เพชรบุรี ซึ่งเป็นที่ตั้งของที่หมายที่เรากำลังจะไปศึกษาดูงานเป็นแห่งแรก นั่นคือ “ค่ายนเรศวร” หรือ กองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ กองบัญชาการตำรวจตระเวณชายแดน (บก.สอ. ตชด.)

    S__5587016

    11.00 น. เรามาถึง “ค่ายนเรศวร” ตรงเวลานัดหมายเป๊ะ….ดินฟ้าอากาศ เหมือนจะเป็นใจ ฝนไม่ตก แดดไม่ร้อน ลมเย็น ๆ โชยมาตลอด แม้จะเป็นเวลาใกล้เที่ยง แต่บรรยากาศในวันนั้นไม่ทำให้เรารู้สึกว่ายืนอยู่กลางสนามฝึกกลางแจ้งเลย ….ด่านแรกที่พวกเรามาศึกษาแบบแผน “ต้นแบบ” ของการเป็นครูก็คือ การทำหน้าที่ครูของนักเรียนหลักสูตรหลักของค่ายนเรศวร ในการสอนยิงปืน “ครูตำรวจต้นแบบ” ของผม เริ่มชักสมุดโน้ต ซึ่งได้รับแจกไป มาจดบันทึกตามคำบอกเล่าของครูฝึก…บทเรียนที่หนึ่งเริ่มต้นขึ้นแล้ว นั่นคือ การฝึกเป็นผู้ฟังที่ดี นั่นคือการใส่ใจฟัง ใส่ใจจดบันทึก ตามที่ผู้บรรยายสาธยายความให้ฟัง

    S__5611639

    เราจบบทที่หนึ่งกันที่เวลา 12.15 น. หลายคนยังรู้สึกไม่สะใจกับบทเรียนที่หนึ่ง แต่เวลาอาหารมาถึงแล้ว กองทัพต้องเดินด้วยท้อง …พวกเราเคลื่อนขบวนออกจากสนามฝึก ไปรับประทานอาหารกลางวันกันแบบง่าย ๆ ที่บริเวณหน้าค่ายพระรามหก ซึ่งใช้เวลาเดินทางไม่ถึงห้านาที ก็มาถึงแล้ว อาหารมื้อนี้ เดิมทีผมตั้งใจให้ทุกคนมาลิ้มลอง “ผัดไทกุ้งใหญ่” อาหารเลื่องชื่อของร้านนี้ แต่เกิดการสื่อสารกันผิด กุ้งใหญ่หลายจาน โดยเฉพาะคนมาถึงชุดแรก ๆ เกิดการหดตัว เหลือเป็นกุ้งเล็กแทน แต่สำหรับกลุ่มสุดท้ายที่มาถึง ก็โชคดีไป ได้รับประทานผัดไทกุ้งใหญ่ตามวัตถุประสงค์ของผม

    S__5587035

    เรากลับมาเริ่มบทเรียนบทที่สองกันที่เวลา 13.30 น. โดยกลับมาที่ค่ายนเรศวรภายในศูนย์ฝึก ซึ่งมีห้องเรียนปรับอากาศอย่างดี ในช่วงบ่ายนี้ เราได้รับการถ่ายทอดจิตวิญญาณความเป็นครู โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถ่ายทอดถึงศักดิ์ศรีความเป็นตำรวจตระเวณชายแดน ตำรวจหน่วยรบพิเศษของค่ายนเรศวร ซึ่งมี พ.ต.ท.อธิวัฒน์ ลาสุทธิ ผบ.ร้อย ปฏิบัติการพิเศษที่ 1 กก.3 บก.สอ.ตชด. และ ร.ต.ท.ชูชาติ นามจัด ผบ.หมู่ สังกัดเดียวกัน ทำหน้าที่ถ่ายทอดเรื่องราวของตำรวจพลร่มให้กับพวกเราฟังอย่างภาคภูมิใจในความเป็นตำรวจพลร่ม ที่ถึงแม้จะหนัก จะเหนื่อย จะเสี่ยง และความเป็นอยู่ค่อนข้างลำบาก แต่ความที่หยิ่งทรนงในศักดิ์ศรี เกียรติศักดิ์ ทำให้พวกเขา ยังคงเดินหน้าทำตามอุดมการณ์โดยที่จะไม่ยอมขอย้ายหนีไปที่ไหน

    S__5587032

    15.30 น. พล.ต.อ.ไตรรัตน์ อมาตยกุล หน.นรป. ต้นความคิดของโครงการนี้ เดินทางจากกรุงเทพ ฯ เพื่อมาพบปะพูดคุยกับพวกเราโดยเฉพาะ ท่านใช้เวลาอยู่กับพวกเราเกือบสองชั่วโมง ซึ่งเวลาเกือบสองชั่วโมงที่ท่านพูดมาแต่ละคำ แต่ละประโยค ดูจะมีคุณค่ากับพวกเราอย่างมาก หลายคนก้มหน้าก้มตาจด “ข้อคิด คำคม” ท่ีท่านนำมาปลุกระดมความคิดให้กับพวกเรา ให้ได้คิด ให้ลงมือปฏิบัติ โดยเฉพาะการปฏิบัติในแง่ของการเป็น “ข้าราชการตำรวจ” ข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

    S__5587029

    IMG_1336

    กิจกรรมในวันนี้ จบลงที่การรับประทานอาหารเย็นอย่างง่าย ๆ ร่วมกันในค่ายนเรศวร ซึ่งนอกจากจะรับประทานอาหารเย็นร่วมกันแล้ว เราก็มีกิจกรรมสนุกสนานร่วมกันอีกด้วย นัยว่าเป็นการหลอมรวมให้กลุ่มของพวกเรา “ครูตำรวจต้นแบบ” ของตำรวจสระแก้ว เป็นเนื้อเดียวกัน

    IMG_1410

    IMG_1419

     

    ท่องยุทธจักรโล่เงิน

    วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2558 08.30 น. หลังจากที่พวกเรารับประทานอาหารเช้าริมทะเลชายหาดชะอำ ณ ค่ายพระรามหก ซึ่งเป็นที่พักของพวกเราเรียบร้อยแล้ว เราก็ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ “กรมปทุมวัน” สำนักงานตำรวจแห่งชาติทันที วันนี้ ผมมีวัตถุประสงค์ ให้เราได้เข้ามาทำความรู้จักกับ “สำนักงานใหญ่” ของพวกเรา ซึ่งเป็นที่รวมของเหล่าผู้บังคับบัญชาระดับสูง ซึ่งผมอยากให้พี่น้องครูตำรวจต้นแบบของผม ได้มาสัมผัสตัวตนจริง ๆ ของผบ.ตร. ได้มาสัมผัสกับบรรยากาศของตึกบัญชาการ ของห้องปฏิบัติการ สัมผัสกับชีวิตของพี่น้องตำรวจที่กำลังทำหน้าที่ ณ ศูนย์กลางการบริหารงานของตำรวจไทยแห่งนี้

    IMG_1514

    IMG_1519

    สิบเอ็ดนาฬิกาเศษ ๆ พวกเราเข้ามาถึงภายในรั้วของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หลังจากผมประสานงานในการเข้าพบผู้นำสูงสุดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ซึ่งในวันนั้น เป็นวันที่ท่านผบ.ตร. มีประชุม ก.ตร. พอดี และดูเหมือนตารางภารกิจของท่านจะเต็มทั้งวัน ดังนั้น โอกาสที่ผมจะพาบรรดาครูตำรวจต้นแบบที่เข้าร่วมโครงการ เข้าพบกับท่านจึงดูจะริบหรี่เต็มที แต่แล้ว เวลาประมาณเที่ยงครึ่ง ผมก็ได้รับสัญญาณที่ดีมาว่า ท่านผบ.ตร. เสร็จภาระกิจแล้ว และกำลังจะกลับมาที่ห้องทำงาน ผมไม่รอช้า ที่จะพา พวกเรา มาดักตรงทางที่ท่านผบ.ตร. ต้องเดินผ่าน (นัยว่า ถ้าท่านเดินผ่าน เห็นแถวตำรวจท้ายซอยสระแก้วของผม ยืนเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบ ยังไงท่านก็ต้องหยุดทักทายพวกเราจนได้…และนั่นมันเป็นแผนของผมเอง…ว.5 นะครับพี่น้องงงงง ! 555 ) แล้วก็เป็นไปตามแผนการณ์ที่ผมวางไว้จนได้ แต่ยังไงซะ เพื่อไม่ให้เสียมารยาท ผมได้เรียนบรรดา เพื่อนพ้องน้องพี่ที่อยู่หน้าห้องท่านเอาไว้ล่วงหน้าแล้วนะครับ ผมคงไม่บังอาจทำโดยพลการ (แต่ก็มีพี่น้องบางคน ทำท่าอารมณ์เสีย ส่ายหน้าว่าไร้สาระ รบกวนเวลาท่าน…แหม ช่างไม่เห็นใจตำรวจน้อย ๆ บ้างเลย แล้วก็ช่างไม่รู้จักสร้างคะแนนเสียงให้กับนายเลย จริง ๆ ภารกิจอย่างนี้ ถ้าลิ่วล้อหน้าห้องคิดละเอียดซะหน่อย จะต้องจัดให้ผบ.ตร.เข้ามาทักทาย จัดช่างภาพผู้สื่อข่าวมาถ่ายรูป…เป็นมุมน่ารักของผบ.ตร.ที่น้อยคนจะคิดได้….เห้อ !)

    IMG_1547

    และแล้ว เวลาเที่ยงครึ่งโดยประมาณ ท่านผบ.ตร. พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ก็ออกจากประตูลิฟต์อาคาร 1 ชั้น 4 ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานของท่าน แล้วก็มาเจอกับผมเข้าพอดี ผมอาศัยช่วงชุลมุน สรุปเหตุการณ์ที่ตำรวจ “บ้านนอก” สระแก้ว ยกขบวนตบเท้ามาดักรอเจอท่าน เล่าเรื่องราวความเป็นมาจนจบได้ภายใน 20 วินาที ผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมามากอย่างท่านผบ.ตร. ฟังไม่กี่ประโยคก็เข้าใจได้ว่าพวกเรากำลังทำอะไรกัน ท่านปรี่เข้ามาทักทายตบหลังตบไหล่พวกเรา พูดเล่นหยอกเอิน ให้กำลังใจพวกเรา อย่างไม่ถือเนื้อถือตัว และนี่ก็เป็นอีกบทเรียนหนึ่งที่ผมคิดว่าคนที่จะก้าวเป็น “ผู้นำ” พึงจดจำไว้เป็นเยี่ยง

    genEk1

    พวกเรามีโอกาสสนทนาวิสาสะกับท่านผบ.ตร. ได้เกือบสิบนาที ซึ่งผมถือว่านานมากสำหรับบุคคลระดับสูงที่มีภารกิจล้นมือ และก็ถือได้ว่าเป็นความคุ้มค่าของพวกเรา ที่ครั้งหนึ่งนอกจากได้มาเยือนสถานที่ที่ถือเป็น “สำนักงานใหญ่” ของพวกเราแล้ว พวกเรายังมีโอกาสพบกับผู้นำสูงสุดของที่นี่อีกด้วย ซึ่งหลังจากพบกับท่านผบ.ตร. ผมยังไม่หยุดยั้งอยู่แค่นั้น ยังคงสอดส่ายสายตา หาผู้บังคับบัญชาระดับพลตำรวจเอก เผื่อว่ามีท่านใดอยู่บ้าง ก็จะได้หาโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะให้ครบถ้วน แต่เนื่องจากว่าเป็นเวลาเกือบบ่ายโมงแล้ว และที่สำคัญหลายท่านต้องรีบไปประชุม “สภานิติบัญญัติแห่งชาติ” พวกเราก็เลยไม่มีโอกาสได้พบใครมากนัก คงจะมีก็แต่ “พี่เอก” พลตำรวจเอก เอก อังสนานนท์ ท่านรองผบ.ตร. ที่ก็กำลังจะออกไปประชุม สนช. อยู่พอดี แต่ท่านก็ยังมีเมตตา มาพูดคุยวิสาสะ ให้กำลังใจ ให้แรงบันดาลใจกับพวกเรา ซึ่งพวกเราก็รู้สึกได้ในความเมตตาที่ท่านมีกับพวกเรา

    หลังจากนั้น ผมพาบรรดาครูตำรวจต้นแบบของผม มารู้จักชีวิตจริง ๆ ของ “ตำรวจในกรม” ว่าเค้ากินอยู่กันยังไง ด้วยการพามารับประทานอาหารที่ “โภชนาคาร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” ซึ่งเป็นการรับประทานอาหารแบบ “บริการตนเอง” (Self-Service) ซึ่งหลายคนที่มาจากสระแก้วบ้านเรา ยังไม่เคยได้รับรู้วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของคนที่ต้องทำงานอยู่ที่ส่วนกลาง ซึ่งตัวผมเอง เคยใช้ชีวิตที่นี่มาแล้วกว่า 8 ปี และในขณะเดียวกัน จะมีใครในพวกเราบ้างไหม ที่จะรู้ว่า คนที่นี่เค้าอยากไปมีชีวิตเหมือนอย่างพวกเราที่จังหวัดท้ายซอยสระแก้วบ้านเราหน่ะ  ซึ่งผมในฐานะที่อยู่มาแล้วทั้งสองที่ ยืนยันได้เลยว่า คนที่นี่จำนวนไม่น้อย ซึ่งหมายถึงที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เค้าอิจฉา และอยากมีชีวิตอย่างพวกเราครับ….ฟันธง

    IMG_1565

    13.30 น. พวกเรามีนัดกับ “กองการต่างประเทศ” เพื่อมาท่องโลกกว้าง ฟังเรื่องโลก เรื่องประชาคมอาเซี่ยน ฟังเรื่องการก่อการร้ายสากล และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการทำงานกัน  ซึ่งก็ได้น้องรัก พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ ผู้กำกับการฝ่ายตำรวจสากลและประสานงานภูมิภาค 1 นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นน้อง (นรต.48) ผู้ซึ่งมีดีกรีปริญญาเอกทางกฏหมายจากประเทศออสเตรเลีย มาบรรยายความให้พวกเราฟัง อย่างไม่เสียดายความรู้ ไม่เสียดายเวลา  พวกเรามีเวลาอยู่กับ “ดร.แจ๊ค” จนถึงเวลา 15.00 น. ก็ต้องรีบย้ายที่ เนื่องจากมีนัดที่จะขึ้นไปดูศูนย์ปฏิบัติการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) ที่ตั้งอยู่บนชั้น 20 ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

    IMG_1628

    15.00 น. ผมนำคณะครูตำรวจต้นแบบ ขึ้นมาที่ชั้น 20 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่ง พ.ต.อ.ณรงค์รัตน์ พิชัยณรงค์​ รองผู้บังคับการกองงบประมาณ นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นพี่ (นรต.39) รอต้อนรับพวกเราอยู่แล้ว และหลังจากบรรยายสรุปภารกิจของศูนย์ปฏิบัติการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสร็จ ก็ถึงเวลาที่พวกเราจะเดินชมการทำงานของศปก.ตร. พวกเราหลาย ๆ คน ตื่นตาตื่นใจกับภาพการทำงานที่ไม่เคยมีโอกาสเห็นมาก่อน พวกเราหลายๆ คนตื่นเต้นกับการที่ได้มาทดลองนั่งประชุมบนโต๊ะประชุม ในห้องประชุมทางไกล และบนเก้าอี้ตัวเดียวกันกับที่ผู้บริหารของสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั่นประชุม ซึ่งนับเป็นโอกาสที่ไม่สามารถหาได้ง่าย ๆ

    IMG_1599

    16.00 น. พวกเรามีนัดกับ พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย รองผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นพี่ของผม (นรต.38) อดีตโฆษกคนเก่ง ที่มีดีกรี “นักเรียนป้ายทอง” ของนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 22 และได้รับทุนเล่าเรียนจนจบปริญญาเอก ในฐานะได้คะแนนสอบเป็นที่ 1 ของนักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 38 และเมื่อสองปีที่ผ่านมา ท่านยังได้รับรางวัง “เกียรติยศจักรดาว” ในฐานะ ศิษย์เก่าดีเด่นของโรงเรียนเตรียมทหาร…ดีกรียาวเหยียดอย่างนี้ มีหรือที่ผมจะพลาดที่จะให้พวกเราได้พบ ซึ่งวันนี้ “ดอกเตอร์ปิยะ” จะมาสร้างแรงบันดาลใจให้กับพวกเรา ด้วยการบอกเล่า “ปูมหลัง” ของตำรวจไทย ให้พวกเราได้ฟัง

    IMG_1635

    เวลากว่า 1 ชั่วโมง 30 นาที ทำให้พวกเราบางคนถึงกับนั่งไม่ติด ด้วยลีลาการเล่าเรื่องของอาจารย์ปิยะ ได้ดึงความรู้สึกของพวกเราดำดิ่งเข้าไปในอดีต ได้รับรู้ความเป็นมาเป็นไปกับเรื่องราวของอาชีพ “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” ของพวกเรา และที่สำคัญ อาจารย์ปิยะยังได้สอดแทรกข้อคิด อุดมการณ์ และแรงบันดาลใจให้กับพวกเรากลับไปทำหน้าที่ “พิทักษ์สันติราษฎร์” ได้อย่างเต็มภาคภูมิ

    IMG_1644

    เราจบภารกิจวันนี้ ด้วยการมารับประทานอาหารเย็นกันที่ร้าน “ผลเจริญ” กับข้าวเหนียว ส้มตำ ไก่ย่าง อาหารประจำชาติ ข้างสนามมวยราชดำเนิน ก่อนที่จะเข้าชมการแข่งขันชกมวยที่เวทีราชดำเนิน ซึ่งก็ได้รับอภินันทนาการจากนายสนามมวยราชดำเนิน ให้พวกเราได้เข้าไปนั่งชม ไปสัมผัสแม่ไม้มวยไทยถึงขอบเวที กันแบบที่เห็นกันจะจะ ซึ่งหลาย ๆ คนเคยแต่ดูผ่านทางจอตู้ ก็พลอยรู้สึกตื่นเต้นกับการเข้ามาได้สัมผัสกับการประลองกำลังแบบแม่ไม้มวยไทยกันแบบจริง ๆ กับตาตัวเอง

    IMG_1654

    IMG_1673

    IMG_1672

    IMG_1677

     

    สูบฉีดเลือด แดง ขาว น้ำเงิน

    กิจกรรมวันที่ 3 ของเรา เริ่มที่เวลา 09.00 น. ของวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน 2558 ซึ่งวันนี้เป็นวันที่ผมตั้งใจพาพวกเรามาสูบฉีดเลือด แดง ขาว น้ำเงิน ซึ่งพวกเราได้รับความกรุณาจากคุณชนกณัฐ สิมพะลิก หรือคุณน้องเชอรี่คนสวย จากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และทีมงานอีกมากมาย ในการพาพวกเราสัมผัสความเป็นไทย สัมผัสกับความเป็นชาติ ซึ่งยึดโยงกับสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ โดยที่แรกที่เราได้ไปรับรู้แบบถึงแก่นก็คือ “วัดเทพธิดาราม” วัดหลวงใจกลางพระนคร ซึ่งแม้ว่าจะอยู่ใจกลางเมืองหลวง แต่ผมว่าคนไทยจำนวนไม่น้อย ที่ยังไม่เคยได้มาสัมผัส หรือแม้เคยเข้ามาแล้วแต่ยังไม่เคยได้รู้ประวัติ และความสำคัญของวัดแห่งนี้

    IMG_1736

    IMG_1749

     

    โชคดียิ่งกว่านั้น วันที่พวกเรามาทัศนศีกษาที่นี่ บังเอิญเป็น “วันสุนทรภู่” และวัดเทพธิดาราม ก็ถือเป็นวัดสำคัญที่มีความเกี่ยวข้องกับท่าน “สุนทรภู่” นั่นก็คือเป็นวัดที่ท่านมาจำพรรษาระหว่างบวช ซึ่งทางวัดก็ได้อนุรักษ์กุฎิที่ท่านเคยจำพรรษา พร้อมกับเครื่องใช้ไม้สอยที่ท่านเคยใช้ และแน่นอน พวกเราก็เลยได้มีโอกาสมาร่วมงานวันสุนทรภู่ ซึ่งจัดขึ้นในวัดเทพธิดารามนั่นเอง

    IMG_1716

    และวัดต่อมา ซึ่งอยู่ในบริเวณเดียว จนหลายคนแทบจะแยกแยะไม่ออก นั่นก็คือวัดราชนัดดาราม ซึ่งเป็นที่ตั้งของ “โลหะปราสาท” อันงดงาม พวกเรามีโอกาสเข้ามาสัมผัสแบบเจาะลึกถึงความเป็นมาเป็นไปของวัด โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับโลหะปราสาท พวกเรามีโอกาสขึ้นบันได้น่าจะเกินร้อยขั้น เพื่อขึ้นไปบนยอดของโลหะปราสาท แต่ก็น่าเสียดายนิดหนึ่งตรงที่ว่า โละหะปราสาทบางส่วนอยู่ระหว่างบูรณะ แต่สิ่งที่พวกเราได้สัมผัส ก็เกินพอแล้วสำหรับความสวยงามที่พวกเราไม่เคยได้มีโอกาสได้สัมผัสมาก่อน

    IMG_1762

    สิ่งที่ผมอยากจะกล่าวในที่นี้ก็คือในเรื่องของความ “เป็นชาติ” ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องประกอบด้วยองค์ประกอบหลายอย่างที่มาสร้างความเป็นชาติจนมาถึงทุกวันนี้ และแน่นอนศาสนารวมถึงโบราณสถาน โบราณวัตถุที่สำคัญทางศาสนา ก็เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญ ที่ทำให้ชาติของเรา ยังคงเป็นชาติที่ “เข้มแข็ง” มาจนทุกวันนี้ แม้ว่าจะผ่านเหตุการณ์ร้าย ๆ ร้อนมากบ้าง หนาวมากหน่อย แต่ชาติเราก็ยังคงเป็นชาติมาได้ นั่นเพราะเรามี “แก่นสารและจิตวิญญาณ” ของความเป็นชาติ  และวันนี้ หลายคนอาจจะยังไม่ทราบ ว่าวัด โบราณสถาน โบราณวัตถุ ทั้งในกรุงเทพมหานคร และในต่างจังหวัด หลายแห่งที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติ ที่อาจจะทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ได้ถูกบูรณะขึ้นอย่างมาก โดยสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ….ผมแน่ใจว่าหลายคนไม่เคยรู้มาก่อน และนั่น ผมคิดว่า คือการทำงานแบบ “ปิดทองหลังพระ” ซึ่งก็คือปรัชญาการทำงานที่สำคัญ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสหลายครั้ง ในหลายโอกาส ….ขอบพระคุณหน่วยงานสำคัญแห่งนี้ “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่รับผิดชอบและทีมงานของคุณชนกณัฐ สิมพะลิก ที่เป็นกำลังสำคัญในการทำหน้าที่ “ปิดทองหลังพระ” กับภารกิจที่สำคัญยิ่งนี้

    IMG_1790

     

    IMG_1714

     

    IMG_1859

     

    12.00 น. หลังจากพวกเรารับประทานอาหารที่วัดราชนัดดากันแบบเร่งรีบ เนื่องจากมีนัดที่จะไปทัศนศีกษากันที่ “นิทรรศน์รัตนโกสินทร์” พิพิธภัณฑ์แนวใหม่ บนถนนราชดำเนินกลาง เชิงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ซึ่งอยู่ติด ๆ กับรั้วของวัดราชนัดดานั่นเอง และที่นี่ ก็เป็นที่ทำให้พวกเรา “ตื่นตาตื่นใจ” อีกแล้ว เนื่องจากเป็นพิพิธภัณฑ์ที่นำเสนอเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของชาติ ในรูปแบบที่พวกเราคาดไม่ถึงมาก่อน ทั้งในส่วนที่เป็นแสง สี เสียง ส่วนที่เป็น Multivision และอีกหลาย ๆ ส่วนที่ทำให้เราเข้าใจ และภูมิใจในการหล่อหลอมประวัติศาสตร์ที่ทำให้ชาติเรายังคงยืนหยัดเป็นชาติได้จนทุกวันนี้

    IMG_1869

    IMG_1899

    IMG_1943

     

     

    15.30 น. เราต้องเร่งรีบแข่งกับเวลา “อีกแล้ว” ด้วยมีนัดที่จะไปดูกิจการของ “โรงเรียนพระดาบส” (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thairath.co.th/content/378744 ) แน่นอนว่า พวกเราเกือบทั้งหมด ยังคง “จินตนาการไม่ถูก” ว่าสถานที่แห่งนี้คืออะไร แล้วเราจะมาที่นี่กันทำไม….และแน่นอน หลังจากจบภารกิจดูงานซึ่งกินเวลาเกือบสองชั่วโมงที่นี่ ก็ทำให้พวกเราหูตาสว่างขึ้น ได้รับรู้ว่าที่นี่ ก็คืออีกหนึ่งใน “งานส่วนพระองค์” ที่ต้องการสร้างอาชีพให้กับเยาวชนด้อยโอกาส ด้วยวิธีการเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติอย่างแท้จริง ซึ่งก็นับเป็นอีกหนึ่งในพระมหากรุณาธิคุณ ที่พระองค์ท่านได้พระราชทานมาให้คนด้อยโอกาสแบบที่พวกเรา “คาดไม่ถึง” ว่าจะมีเรื่องดี ๆ อย่างนี้ อยู่ในอีกมุมหนึ่งของกรุงเทพ ฯ เมืองใหญ่ที่มีแต่ภาพความวุ่นวาย

    IMG_1977

     

    S__5587076

     

    IMG_1987

     

    หลังจากนั้น คุณน้องเชอรี่ หรือคุณชนกณัฐ สิมพะลิก คนเก่งแห่งสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ก็เชื้อเชิญให้พวกเรา ได้เข้ามาซึมซับถึงโบราณสถานอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ในรั้วของสำนักงานทรัพย์สิน ฯ ซึ่งที่นั่นนอกจากพวกเราได้ดื่มด่ำกับประวัติศาสตร์ของอาคารรูปทรงยุโรปที่ชื่อ “วังลดาวัลย์” แล้ว พวกเรายังได้รับความกรุณา จัดของว่างรองท้อง หลังจากเหน็ดเหนื่องกับการดูงานทั้งวันแบบที่เรียกว่าเร่งรีบไม่ให้ทุกนาทีเสียไปเปล่า ๆ  ความร่มเย็น ความสวยงามของสถานที่แห่งนี้ ทำให้พวกเราหลายคนถือโอกาส “เซลฟี่” กันแบบไม่อายว่าอายุตัวเอง ผ่านหลักสี่มาแล้วหลายกิโล

    IMG_2014

     

    IMG_2030

     

    หลังจากนั้น พวกเราก็ต้องรีบ “อีกแล้ว” ข้ามมาอีกฝั่งหนึ่งของถนนเพื่อเข้าชมกิจการของสถานีวิทยุจราจรเพื่อสังคม F.M.99.5 (http://www.trs995.com) สถานีวิทยุซึ่งเป็นพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาจราจร ของคนเมืองหลวงและปริมณฑล ซึ่ง ณ ที่แห่งนี้ ผมเองก็อยู่ในส่วนหนึ่งของการ “ก่อร่างสร้างตัว” เมื่อประมาณ ห้าปีที่แล้ว สมัยเมื่อดำรงตำแหน่งรองผู้บังคับการกองสารนิเทศ และทุกวันนี้ ก็ยังมีโอกาสเข้ามาช่วยงานบ้างเป็นครั้งคราว แต่ที่สำคัญ และเป็นความภูมิใจของผมก็คือ ผมเป็นคนแต่งเพลงประจำสถานีวิทยุแห่งนี้เอง และยังร่วมจัดรายการบางรายการอีกด้วย…ลองฟังดูครับ

    IMG_2037

    IMG_2042

    IMG_2046

     

    หลังจากเสร็จสิ้นการดูงาน F.M.99.5 แบบ “เลิ่กลั่ก” พวกเราก็เคลื่อนย้ายกันมาที่ ศาลาเฉลิมกรุง สถานที่สำคัญอีกแห่ง ที่อยู่ในการอนุรักษ์ ในการดูแลของสำนักงานทรัพย์สิน ฯ อีกแห่งหนึ่ง เรามีนัดกันที่นี่ เพื่อมาชมศิลปะการแสดงที่สำคัญของชาติ นั่นคือ “โขนหลวง” ซึ่งแน่นอน พอบอกว่าจะมาชมโขนที่นี่ หลายคนเริ่มมีอาการ “ง่วงไว้ก่อน” แต่พอเอาเข้าจริง ๆ แล้ว ตั้งแต่โขนเริ่มแสดง 19.30 น. จนจบที่ 21.30 น. พวกเรากลับรู้สึกตื่นตาตื่นใจ กับสิ่งที่พวกเรา “คาดไม่ถึง” (อีกแล้ว) ทั้งแสง สี เสียง อุปกรณ์ไฮเทคต่าง ๆ ถูกขนมาร่วมกับการแสดงศิลปะของชาติ แบบจัดเต็มได้อย่างกลมกลืน ทำให้โขนเรื่อง “หนุมาน” ในวันนั้น เป็นบทจบของการดูงานของพวกเราในช่วงสามวันนี้ ได้อย่างประทับใจไปอีกนาน

    S__5587069

     

    IMG_2070

     

     

    และทั้งหมด ก็เป็นเพียงปฐมบทของการสร้าง “ครูตำรวจต้นแบบ” โครงการของตำรวจสระแก้วที่จะสร้าง “คนดี คนเก่ง” เพื่อมาทำหน้าที่ “ตอบแทนคุณแผ่นดิน” เพื่อมาทำหน้าที่ “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” มืออาชีพ และเพื่อมาทำหน้าที่ เป็นตัวอย่างที่ดีงามให้กับพี่น้องตำรวจด้วยกัน และกับประชาชนทั่วไป ซึ่งเป็นเพียงบทที่หนึ่งของการสร้างแรงบันดาลใจ ให้กับพวกเรา ในบทต่อไป พวกเราคงจะต้องใส่เนื้อหาเข้าไปอีกหลาย ๆ เรื่อง ซึ่งผมก็เชื่อมั่นว่า ในท้ายที่สุด พวกเราที่ถูกคัดเลือกมา จะทำหน้าที่ “ครูตำรวจต้นแบบ” ของตำรวจสระแก้ว ได้อย่าง…เต็มภาคภูมิ …แล้วผมจะมาเล่าให้ฟังใหม่นะครับ

     

  • ผู้การสระแก้วกับการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่องานตำรวจ

    ผู้การสระแก้วกับการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่องานตำรวจ

    เมื่อวันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม 2558 ช่วงเวลา 23.00-24.00 น. ผมได้รับเชิญจากคุณชีพธรรม คำวิเศษณ์ สหายร่วมอุดมการณ์ทางเทคโนโลยี และคุณอรรถพล เลิศล้ำ ทั้งสองท่านเป็นผู้ดำเนินรายการ MCOT DOT NET ทาง F.M.100.5 อสมท. ให้ไปคุยให้ฟังเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีกับงานตำรวจ โดยเฉพาะกับตำรวจสระแก้ว….ตำรวจบ้านนอกท้ายซอย….ของผม ว่าจะมีแนวทางรับมือกับการเจริญของเมือง โดยเฉพาะการเปิดประชาคมอาเซียนอย่างไร

    เกือบชั่วโมงที่ผมได้สนทนากับผู้ดำเนินรายการทั้งสองท่าน ผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับมิตรรักแควนเพลงทั้งผู้อ่าน และผู้ฟัง ณ ที่นี้บ้าง ยังไงก็ลองฟังกันดูนะครับ ฟังเสร็จแล้ว มีข้อแนะนำ หรือข้อติฉินนินทายังไงก็อย่าได้เกรงใจ ขอได้โปรดนำมาเล่าสู่กันฟังให้ทราบบ้างนะครับ….เชิญกดปุ่มรับฟังได้ ณ บัดนาววววว

  • ตำรวจสระแก้ว…เตรียมพร้อมสู้โจร

    ตำรวจสระแก้ว…เตรียมพร้อมสู้โจร

    IMG_2867

    วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม 2558 08.00 น. ผมเป็นประธานเปิดการฝึกยุทธวิธีตำรวจ ให้กับบรรดาครูตำรวจประจำโรงพักต่าง ๆ ทั้ง 16 แห่งในสังกัด เพื่อให้นำไปฝึกให้กับตำรวจในสังกัด เนื่องจากว่า หมู่นี้เราจะเห็นการสูญเสียของตำรวจที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่อยู่เป็นประจำ ปัจจัยของการสูญเสียประการหนึ่ง เกิดจากพี่น้องตำรวจของพวกเรา อาจจะกระทำไปด้วยความกล้าหาญ แต่ “ขาดยุทธวิธี” โดยเฉพาะโจรเดี๋ยวนี้ ไม่กลัวตำรวจซะแล้ว

    เพราะฉะนั้นการฝึกให้เกิดทักษะ เกิดประสบการณ์ เกิดความชำนาญ จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง และนอกจากจะฝึกทักษะทางยุทธวิธีแล้ว ผมยังให้มีการฝึกระบบการคิดในงานอำนวยการ เมื่อยามเผชิญเหตุวิกฤติอีกด้วย เพราะเนื่องจากว่า เวลาเกิดเหตุวิกฤติ ในทางตำรวจไม่มีเวลาที่จะมาทำการจัดตั้งที่ทำการทางยุทธวิธีส่วนหน้าตามแบบธรรมเนียมของฝ่ายเสนาธิการทหาร แต่จำเป็นต้องวางแผนในการอำนวยการในที่เกิดเหตุด้วยคนเพียงคนเดียว หรือคนไม่กี่คน ดังนั้น การฝึกการคิดแบบเป็นระบบก็เป็นเรื่องจำเป็นไม่น้อยไปกว่าการฝึกยุทธวิธี เช่น เมื่อเวลาเกิดเหตุอาชญากรรมร้ายแรงเกิดขึ้น ตำรวจจะต้องคิดเป็นลำดับขั้นตอน ว่าการข่าวของฝ่ายที่กำลังก่อเหตุเป็นอย่างไร ผู้ร้ายมีกี่คน ใช้อาวุธอะไร หลังจากนั้นเราจะใช้ยุทธวิธีอะไรในการบุกเข้าจู่โจม เราจะใช้กำลังคนเท่าไหร่ แล้วจะขอกำลังเสริมมาจากไหน การส่งกำลังบำรุงเป็นอย่างไร เส้นทางลำเลียงผู้บาดเจ็บ รถพยาบาลควรอยู่ตรงไหน รวมทั้งการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบ ควรทำอย่างไร เช่นนี้เป็นต้น ซึ่งเป็นหลักการทำงานของฝ่ายเสนาธิการทางการทหาร แต่สำหรับตำรวจ เหตุการณ์ที่เกิดในแต่ละเหตุ ตำรวจไม่มีเวลามาตั้งตัวได้ขนาดนั้น เพราะฉะนั้น ผู้ที่มีหน้าที่ต้องเผชิญเหตุ จำเป็นต้องคิดในเชิงระบบเช่นนี้ก่อน

    การฝึกครั้งนี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ซึ่งผมจะขยายขอบข่ายการฝึกไปยังพี่น้องตำรวสระแก้วของผมทุกคน เพื่อที่พวกเราจะได้ทำงานกันอย่างมั่นใจ ปลอดภัย และสมกับเป็น “มืออาชีพ” ที่แท้จริง….ครับพ้ม

     

    IMG_2868

    may14-1

    may14-4

    may14-2

    may14-3