หมวดหมู่: Police Aesthetics

  • มากกว่าเพลงสถาบัน สุนทรียะผ่านทำนอง ขับร้องเคลื่อนสังคม ปฐมบท ‘เพลงตำรวจ’

    มากกว่าเพลงสถาบัน สุนทรียะผ่านทำนอง ขับร้องเคลื่อนสังคม ปฐมบท ‘เพลงตำรวจ’

    ภาพและข้อความจากเว็บไซต์ https://www.matichon.co.th/prachachuen/news_4340528

    มากกว่าเพลงสถาบันสุนทรียะผ่านทำนอง ขับร้องเคลื่อนสังคม ปฐมบท ‘เพลงตำรวจ’

    “…เกิดมาแล้วต้องตาย ชาติชายเอาไว้ลายตำรวจไทย…”

    ท่อนหนึ่งจากเพลง “มาร์ชพิทักษ์สันติราษฎร์” หรือชื่อที่ผู้คนมักเรียกด้วยความคุ้นเคยว่า “มาร์ชตำรวจ” เป็นท่อนที่ว่ากันว่าท่านอดีตอธิบดีกรมตำรวจ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ โปรดปรานยิ่งนัก

    ย้อนหลังไปเมื่อปี พ.ศ.2485 ท่านอธิบดีฯเผ่า ศรียานนท์ เมื่อครั้งโอนย้ายจากกองทัพบก มาเป็นอธิบดีกรมตำรวจ หวังที่จะให้มีเพลงประจำหน่วยตำรวจเหมือนอย่างที่กองทัพบกมีเพลงมาร์ชกองทัพบก ท่านจึงให้เฟ้นหานักประพันธ์เพลงชั้นแนวหน้าของเมืองไทย

    ซึ่งก็ได้ “ครูนารถ ถาวรบุตร” บรมครูนักแต่งเพลงในยุคนั้นมาประพันธ์ทำนองให้ และได้ “ครูแก้ว อัจฉริยะกุล” เป็นผู้ประพันธ์คำร้อง

    แพ้กองทัพบกไม่ได้
    ปฐมบท ‘มาร์ชตำรวจ’

    โดยมีเรื่องเล่ากันว่า ท่านอธิบดีเผ่าได้บอกกับครูนารถไว้ว่า สำหรับเพลงมาร์ชพิทักษ์สันติราษฎร์ จะให้แพ้เพลงมาร์ชกองทัพบกไม่ได้เป็นอันขาด ซึ่งในที่สุด จะแพ้หรือไม่ ไม่ทราบได้ ทราบแต่เพียงว่า ท่านอธิบดีเผ่าได้มอบเงินเป็นค่าตอบแทนให้กับครูนารถ เป็นธนบัตรปึกหนึ่ง พร้อมเขียนคำชมลงในนามบัตรพร้อมลายเซ็น มีข้อความว่า “สำหรับครู เอาไว้ให้ตำรวจดู เวลาครูเล่นไพ่”

    นับจากนั้นมา เพลง “มาร์ชพิทักษ์สันติราษฎร์” ก็ถูกใช้เป็นเพลงประจำหน่วยตำรวจ ที่ไม่ว่าจะคนที่เป็นตำรวจหรือไม่ใช่ตำรวจ ต่างก็รู้จักและถูกนำไปใช้ในวาระต่างๆ กันไป ถือว่าเพลง “มาร์ชพิทักษ์สันติราษฎร์” ได้ทำหน้าที่ “เพลงตำรวจ” เพลงแรก ที่รับใช้องค์กร รับใช้สังคม ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

    ต่อมา วงดนตรี “สุนทราภรณ์” ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งกำเนิดเพลงสถาบัน ของเกือบทุกสถาบันในประเทศยุคนั้น ก็ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการรังสรรค์เพลงตำรวจในยุคต่อมา แต่ก็ยังคงเป็นเพลงที่จำกัดอยู่ในสถาบันการศึกษา นั่นก็คือสถาบันโรงเรียนนายร้อยตำรวจ

    ครู (เอื้อ) ผูกพันศิษย์
    แต่งเพลงแทนใจ ‘สุภาพบุรุษสามพราน’

    พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล (สกพ.) ย้อนที่มาก่อนเกิดบทเพลงแทนใจตำรวจไทยว่า จากคำบอกเล่าของอดีตนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นพี่ (หรือหากจะเรียกว่ารุ่นพ่อ ก็น่าจะเหมาะสมกว่า) ว่าเมื่อประมาณปี พ.ศ.2502-2503 ครูเอื้อ สุนทรสนาน ซึ่งขณะนั้นก็น่าจะเรียกได้ว่าเป็นไอดอลทางดนตรี สำหรับหนุ่ม-สาวในยุคคุณพ่อ คุณลุง ได้รับคำเชื้อเชิญจาก นรต.ชุมพล อรรถศาสตร์ (ต่อมาคือ พล.ต.อ.ชุมพล อรรถศาสตร์ อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ) นักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 13 ซึ่งเป็นประธานชมรมดนตรีสากลของโรงเรียนนายร้อยตำรวจในขณะนั้น ให้มาทำหน้าที่ครูสอนดนตรีสากลกับนักเรียนนายร้อยตำรวจ

    ต่อมา ครูเอื้อก็ได้ประพันธ์ทำนองเพลงสามพรานขึ้นจากความผูกพัน ความเป็นครูเป็นศิษย์ระหว่างครูเอื้อกับนักเรียนนายร้อยตำรวจ ส่งผลให้เพลง “สามพราน” เป็นเสมือนตัวแทนคำบอกเล่า ความรู้สึกนึกคิด ของความเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ เสมือนเป็นตัวแทนสรุปความเป็น “สุภาพบุรุษสามพราน” ได้เป็นอย่างดี โดยในเพลงต้นฉบับซึ่งถูกบันทึกไว้เมื่อปี พ.ศ.2512 มีคุณวินัย จุลละบุษปะ เป็นผู้ขับร้อง

    ในระยะเวลาใกล้เคียงกัน นอกจากเพลง “สามพรานแล้ว” ครูเอื้อ สุนทรสนาน และวงสุนทราภรณ์ ก็ได้ใช้โอกาสที่เข้ามาทำหน้าที่ครูดนตรีให้กับนักเรียนนายร้อยตำรวจ บรรจงประพันธ์บทเพลงสถาบันตำรวจให้กับโรงเรียนนายร้อยตำรวจอีกหลายบทเพลง ไม่ว่าจะเป็น เพลงสนสามพราน, ลาก่อนสามพราน, ลาแล้วสามพราน

    หลังจากนั้นเพลงตำรวจก็ได้ถูกประพันธ์เพิ่มเติมขึ้นมาในอีกหลายยุค ทั้งยุคของ พล.ต.อ.พจน์ บุณยะจินดา อดีตอธิบดีกรมตำรวจ พล.ต.อ. พรศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ อดีต ผบ.ตร. รวมทั้ง พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข อดีต ผบ.ตร.

    นอกจากนี้ บางช่วงเวลาก็มีพี่น้องภาคเอกชนเข้ามาร่วมประพันธ์ด้วยเช่นกัน อาทิ มูลนิธิอาสาสมัคร The Family (ต่อมา เปลี่ยนเป็น iCare) ที่ทำงานร่วมกับตำรวจในการดูแลผู้ด้อยโอกาส

    ฟังแล้วฮึกเหิม
    ปลุกจิตวิญญาณ ‘พิทักษ์สันติราษฎร์’

    แน่นอนว่า เมื่อกล่าวถึงศิลปะการดนตรี ความไพเราะของบทเพลงต้องมีสัดส่วนสำคัญ แต่สำหรับวัตถุประสงค์หลักของการเป็น “เพลงสถาบัน” นั้น เรื่องความไพเราะเป็นปลายทางไม่ใช่วัตถุประสงค์หลัก

    “สิ่งสำคัญก็คือต้องสร้างจิตสำนึก จิตวิญญาณ สร้างแรงบันดาลใจซึ่งตำรวจเมื่อฟังแล้ว อยากทำหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่ดี ที่สำคัญเพลงตำรวจต้องเป็นสื่อในการสร้างจิตวิญญาณที่ดีได้ นั่นคือวัตถุประสงค์ของเพลงตำรวจ

    แต่สำหรับประชาชนทั่วไป บทเพลงบางเพลงนอกจากความไพเราะของเนื้อร้อง ทำนองแล้ว การสื่อให้ประชาชนเข้าใจภารกิจ และรับรู้ถึงความทุ่มเทเสียสละ ก็น่าจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน” พล.ต.ท.ยิ่งยศ สื่อสารความหมายของเพลงตำรวจ ที่เป็นมากกว่าเสียงดนตรี

    อย่างไรก็ตาม เพลงตำรวจที่ถูกประพันธ์ขึ้นในทุกยุค มักจะถูกประพันธ์อย่างพิถีพิถัน เปี่ยมไปด้วยสวยงามทั้งทำนอง และเนื้อร้อง ชวนดึงดูดให้ผู้ที่ได้รับฟังได้สัมผัสถึงความไพเราะ ได้รับรู้ถึงสาระของเนื้อหาที่อยู่ในเพลงไปด้วย

    มาทั้งภาพ ทั้งเสียง
    รีเมกใหม่ หวังจุดประกายสังคม

    เพลงตำรวจชุดนี้ มีการนำเพลงตำรวจในแต่ละยุคสมัยมาคัดเลือกบรรจุไว้ จำนวนทั้งสิ้น 13 บทเพลง ใช้วงดนตรีในรูปแบบวง Pop Orchestra บรรเลงด้วยนักร้อง นักดนตรีกว่า 70 ชีวิต
    และได้ ปิติ เกยูรพันธ์ และครูเต๋า-ภารดร เพ็งศิริ มาทำหน้าที่ Music Director และบันทึกภาพและเสียงที่ Studio 28 ที่เป็นห้องบันทึกเสียงสมัยใหม่และอุปกรณ์พร้อมทีมงานระดับต้นๆของเมืองไทย ที่ศิลปินทั้งไทยและต่างประเทศให้ความไว้ใจทำงานใหญ่ตลอดมา

    เปรียบเทียบกับบทเพลงที่ถูกบันทึกไว้ในอดีต เนื่องจากกาลเวลาที่ผ่านมา เกินกว่า 60 ปี คุณภาพการผลิต วิวัฒนาการทางดนตรี ทางการบันทึกเสียง ย่อมทำให้คุณค่าของบทเพลงเหล่านี้ ด้อยคุณค่า และยากต่อการเข้าถึงของคนรุ่นหลัง ความคิดที่จะนำบทเพลงเหล่านี้มาผลิตขึ้นใหม่ จึงเกิดขึ้น โดยมี พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ อดีต ผบ.ตร. เป็นผู้อำนวยการผลิต ซึ่งเป็นการคัดเลือกรวบรวมและผลิตบทเพลงเหล่านี้ขึ้นมาใหม่

    ด้วยคุณภาพเสียงที่ดี ด้วยคุณภาพการเรียบเรียงเสียงประสานในรูปแบบดนตรีที่ใหญ่ขึ้น และมีแนวทางทางดนตรีที่เป็นสากลมากขึ้น แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งแนวทางการดำเนินเนื้อร้อง และทำนองในแบบดั้งเดิม ด้วยคุณภาพนักร้องร่วมยุคสมัย และด้วยคุณภาพการบันทึกเสียง เชื่อว่าบทเพลงชุดนี้จะสามารถเข้าถึงทั้งข้าราชการตำรวจและครอบครัว รวมถึงพี่น้องประชาชน ได้อย่างง่ายๆ

    “ด้วยสื่อสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นช่องทางโซเชียลมีเดีย ทางยูทูบซึ่งถ้าเทียบกับสมัยก่อน เราผลิตเพลงขึ้นมา ถ้าจะเป็นเสียงก็ต้องเป็นเสียงอย่างเดียวเลย แต่นี่เราจะได้ทั้งภาพและเสียง แล้วก็ได้สื่อสารกับพี่น้องตรงทุกช่องทาง ก็คิดว่าจะทำให้การเผยแพร่ของบทเพลงชุดนี้ จะสามารถส่งตรงไปถึงพี่น้องตำรวจและครอบครัว รวมทั้งพี่น้องประชาชนได้อย่างทั่วถึง”

    พล.ต.ท.ยิ่งยศ เชื่อมั่นว่านอกจากจะได้ซึมซาบความไพเราะของบทเพลงแล้ว ก็ยังได้จุดประกายสร้างจิตสำนึกที่ดี สร้างแรงบันดาลใจในการทำหน้าที่ ได้อีกด้วย

    ตำรวจกับดนตรี 
    เหตุผลที่ต้องมี ‘วงดุริยางค์’

    การจัดตั้งหน่วยตำรวจ ถูกสร้างมาในบริบทของทหารตั้งแต่โบราณ ในบริบทของทหาร มีหน่วยดนตรีเพื่อประกอบพิธีการ เพื่อประกอบภารกิจด้านปฏิบัติการทางจิตวิทยา รวมถึงเพื่อสร้างความบันเทิงให้รู้สึกผ่อนคลาย

    เมื่อหมดภารกิจ ตำรวจก็เช่นกัน ในเมื่อเราถูกสร้างในบริบทของความเป็นทหารมา มันก็เป็นมรดกตกทอดมาจนถึงทุกวันนี้ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี องค์กรที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม องค์กรที่เป็นการศิลปะ การดนตรี นับว่าเป็นอุบายชั้นดีของบรรพบุรษที่อยากจะเอาตรงนี้มาเป็นเครื่องมือในการสร้างแรงบันดาลใจด้วย ประกอบพิธีการด้วย และเพื่อผ่อนคลายหลังจากหมดภารกิจด้วย ตรงนี้ก็เป็นอุบายของคนรุ่นโบราณที่ยกมาให้กับพวกเรา

    “แน่นอนว่า ถ้าพวกเราละเลยที่จะอนุรักษ์เรื่องเหล่านี้ มันก็เสียทีที่บรรพบุรุษอุตส่าห์สร้าง ทำให้ นี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งว่าทำไมเราต้องเอาบทเพลงตำรวจ มาทำขึ้นใหม่ เพื่อให้ดนตรี เพื่อให้บทเพลงตำรวจยังมีชีวิต เป็นที่รู้จัก และมีบทบาทในการรับใช้องค์กร และสังคม”      พล.ต.ท.ยิ่งยศเผยความตั้งใจด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

    และนี่ก็คงเป็นเหตุผลที่องค์กรแห่งนี้ ยังคงต้องมีหน่วยตำรวจที่ชื่อ “ดุริยางค์ตำรวจ” ที่ยังคงต้องสร้างสรรค์ ทำหน้าที่ขับเคลื่อนองค์กรแห่งนี้ด้วยเสียงเพลง ที่จะสร้างทั้งความสุข และแรงบันดาลใจแห่งการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ต่อไป

    ภาพและข้อความจากเว็บไซต์ https://www.matichon.co.th/prachachuen/news_4340528

  • ฝากไว้ในนามตำรวจไทย

    ท่านกลางกระแส “ก่นด่า” วงการตำรวจไทย…ยอมรับเรื่องไม่ดีมีแน่นอน อะไรไม่ดีก็แก้ไขกันไป แต่องค์กรจะอยู่ได้ เรื่องดี ๆ ก็ต้องเอาเอามาให้ชมให้ฟังกันบ้าง

    วันนี้ ก็เลยอยากเอาเพลงตำรวจดี ๆ มาฝาก เผื่อจะได้เอาไว้เป็นเครื่องเตือนใจ เป็นแรงบันดาลใจในการทำหน้าที่ “ผู้พิทักษ์สันติราษฏร์” กันบ้าง

    ลองไปฟังกันนะครับ

    “ฝากไว้ในนามตำรวจไทย”

    เรา..เกิดมาบนผืนดินทองแห่งไทย
    ใต้ร่มเงาผืนไตรรงค์ไสว
    สละชีพพลี
    เพื่อทำหน้าที่พิทักษ์สันติราษฎร์ไทย
    ขอศรัทธาเคารพในเครื่องแบบนี้
    ธำรงคงไว้มั่นในศักดิ์ศรี
    พร้อมมอบชีวิตนี้ ให้คนไทยทุกคนพึ่งพา
    ไม่มุ่งหวังในลาภผลใด ไม่มองคนไทยเหลื่อมล้ำ

    • ให้ปวงประชาอุ่นใจ ทั่วถิ่นไทย
      ได้มีสังคมที่ดีงาม
      มุ่งดำรงตนตั้งไว้ ในความยุติธรรม
      ฝากไว้ในนามตำรวจไทย

    ** พร้อมเผชิญปัญหาโดยไม่หวั่นไหว
    มีความอดทนต่อความเจ็บใจ
    ไม่ประมาทสิ่งไหน
    ทุกเรื่องกระทำไปด้วยปัญญา
    (,*)

    พร้อมจะมอบความเป็นธรรม ฝากไว้ในนามตำรวจไทย

    https://www.matichon.co.th/columnists/news_3881983
  • แค่คืบ…ฉบับ โปลิศอารมณ์ดี

    แค่คืบ…ฉบับ โปลิศอารมณ์ดี

    โปลิศอารมณ์ดี ช่วง “โปลิศสำเริงสำราญ” วันนี้ ชวนมาฟังเพลง “แค่คืบ” เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง เงิน เงิน เงิน ประพันธ์คำร้องและทำนองโดยศิลปินแห่งชาติ สง่า อารัมภีร์ หรือครูแจ๋ว เพลงประกอบภาพยนตร์ “แค่คืบ” เพลงนี้ เดิมขับร้องเดี่ยวโดยศิลปินแห่งชาติ ชรินทร์ นันทนาคร ซึ่งมีเนื้อร้องแตกต่างกับเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง เงิน เงิน เงิน ที่นำมาสร้างใหม่อีกครั้งเมื่อปี 2526 และขับร้องคู่ โดยสุรสีห์ อิทธิกุล และสีส้ม เอี่ยมสรรพางค์

    มาวันนี้ โปลิศอารมณ์ดี นำเพลง “แค่คืบ” ฉบับโปลิศอารมณ์ดี กลับมาให้รับชมรับฟังอีกครั้ง …ปล. อย่าคิดเยอะ ร้อง-เล่น เพื่อความบันเทิง Only ! อิอิ

    รักนะ จุ๊บ ๆ

  • น้ำตา”แสงไต้”…ทำไมไม่”แสงใต้”

    น้ำตา”แสงไต้”…ทำไมไม่”แสงใต้”

    โปลิศอารมณ์ดี ช่วง…”โปลิศสำเริงสำราญ” วันนี้พาท่านผู้ชม ท่านผู้ฟัง มาฟังเพลงไทยยุค ปี พ.ศ.2488 แต่ทุกวันนี้ก็ยังมีผู้นำมาร้อง นำมาฟังกันแบบไม่รู้เบื่อนั่นคือเพลง “น้ำตาแสงไต้”… เดิมเพลงนี้ เป็นเพลงประกอบละครเวทีเรื่องพันท้ายนรสิงห์ แสดงที่โรงละครศาลาเฉลิมกรุง มีครูแจ๋ว หรือ สง่า อารัมภีร์ ศิลปินแห่งชาติ ประพันธ์ทำนอง และครูเนรมิตร ประพันธ์เนื้อร้อง …ความไพเราะของเพลงจะเป็นเช่นไร ประวัติย่อ ๆ ของเพลงจะเป็นมาอย่างไร…ขอเชิญรับชมรับฟัง ณ บัดนาววว #โปลิศอารมณ์ดี#โปลิศสำเริงสำราญ ฝากกด Subscribe กด Like กด แชร์ทางช่องทาง Youtube Police AromDee https://www.youtube.com/channel/UCs0Z… ด้วยนะจ๊ะ….รักนะ จุ๊บ ๆ

  • น่องทอง25…เราจะแก่ไปด้วยกัน

    น่องทอง25…เราจะแก่ไปด้วยกัน

    เสาร์-อาทิตย์ ที่ 9-10 มีนาคม 2562  พวกเราพลพรรคเพื่อนเตรียมทหาร 25 พร้อมครอบครัวในนามกลุ่มนักปั่น “น่องทอง 25” มีนัดไปปั่นจักรยานด้วยกันในย่านจังหวัดนครนายก -ปราจีนบุรี ด้วยการชักนำของ เพื่อนตู่ พ.อ.สุรินทร์ ปรึยานุภาพ รองผอ.รมน.จว.นครนายก หัวเรือใหญ่ เจ้าภาพในพื้นที่ ผู้ที่ทุ่มเทสำรวจเส้นทางซ้ำแล้วซ้ำอีก จนมั่นใจว่าเส้นทางนี้ประดาหนุ่มน้อยเตรียมเกษียณอย่างพวกเราต้องประทับใจเป็นแน่ นอกจากสำรวจเส้นทางแล้วยังมีน้ำใจตระเตรียม “ชาเขียว” ไว้ให้พวกเราดื่มกินแก้กระหายภายหลังเหน็ดเหนื่อยจากการปั่น ซึ่งชาเขียวที่พี่ตู่เตรียมมาให้ทำเอาพวกเราดื่มกินกันจนเดินเซไปเซมา ม่ายรู้ว่าแอบผสมอะไรมา แถมยังทำให้พวกเราพักผ่อนนอนหลับได้น้อยลง ด้วยว่าเสพชาเขียวของพี่ตู่เข้าไปแล้วสภาพเหมือนคนเมา นั่งล้อมวงขำกลิ้งกันทั้งคืน

    รูปหมู เอ๊ย รูปหมู่ ผองเพื่อนชมรมน่องทอง ตท.25

    แน่นอนว่าสำหรับมือใหม่อย่างผม ซึ่งไม่เคยออกนอกลู่นอกทางเลย นี่เป็นครั้งแรกที่ได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาที่บ้านให้มาปั่นกับพวกเพื่อนๆ เตรียมทหาร 25 แบบไม่ต้องกังวัลใจว่าจะไปเถลไถลที่ไหน ด้วยว่าวาจาผู้ชักชวนมาร่วมปั่น ซึ่งก็คือเพื่อนจิ๋ว พล.ต.จิรวัฒน์ พันธ์สวัสดิ์ อดีตผู้ช่วยทูตทหาร ณ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี นั้นน่าเลื่อมใสยิ่งนัก ก็เลยได้รับโอกาส ปล่อยเสือเข้าป่า เอ๊ย ปล่อยนกออกจากกรง ให้โบยบินไปกับจักรยาน Brompton ป้ายแดงได้อย่างอิสระเสรี

    กับ Brompton ป้ายแดง สีบาดตา ชมพูฟ้า สวนกุหลาบ อิอิ

    ผมมาถึงที่นัดหมายในเวลาเกือบ 17.00 น. ของวันที่ 9 มีนาคม 2562 ซึ่งเกินเวลานัดหมายไปเกือบชั่วโมง ด้วยการจราจรเส้นทางรังสิต นครนายกวันนี้ มันเข้าขั้นวิกฤติเข้าไปทุกที ระยะทางไม่ได้ไกลมากมาย แต่ใช้เวลาเกือบสามชั่วโมง หากว่าช่วงหาเสียงเลือกตั้งนี้ พรรคการเมืองไหนเสนอนโยบายแก้ปัญหาการจราจรถนนสายนี้ได้ ผมทุ่มคะแนนให้ยกครัวเลยนะ..ซิบอกให้

    กับ BMW โดยพี่แอ๊น จยย.คุ้มกัน ซึ่งทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยตลอดเส้นทางได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

    มาถึงแล้วไม่ให้เป็นการเสียเวลา ผมได้รับการจัดสรรเวลาให้ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าพร้อมเตรียมอุปกรณ์ให้เรียบร้อยภายในห้านาที มิเช่นนั้นแล้วเพื่อน ๆ ที่กระสันเตรียมตัวจะออกตัวตั้งแต่เที่ยงจะรุมแดกผมให้เดี้ยงกลับบ้านไปแบบไม่เหลือเยื่อใยในความเป็นเพื่อน ว่าแล้วก็รีบเตรียมเครื่องอุปกรณ์ “คลี่น้อง Brompton” จักรยานพับได้สัญชาติอังกฤษ ซึ่งว่ากันว่าใครได้ลิขสิทธิความเป็นเจ้าของ จะทำให้หน้าตาดูดี บุคลิกน่าเลื่อมใส…สรุปว่าดูดีมีชาติตระกูลขึ้นอีกเยอะ 555….ว่าแล้วก็ขึ้นควบน้อง “บร๊อมทั่น” ในทันทีโดยมิรอช้า (Brompton อ่านออกเสียงว่า บร๊อมทั่น ไม่ใช่ บรอมตั้น…ซึ่งจะทำให้จักรยานไฮโซดูโลโซไปทันที 555)

    ฝูงจักรยาน “น่องทอง25” ต่างล่องลอยไร้กังวลในเส้นทางสุดแสนจะโรแมนติก

    ตลอดเส้นทางการปั่นในช่วงเย็น มุ่งหน้าสู่เขื่อนขุนด่านปราการชล บนเส้นทางเล็ก ๆ แต่เต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ อากาศเย็นๆ เป็นใจให้การปั่นของพวกเราในวันนั้นไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยหรือท้อแท้กับเส้นทางกว่ายี่สิบกิโลเมตร ใครคนนึงในกลุ่ม “น่องทอง 25” บอกกับผมไว้ตั้งแต่ต้นแล้วว่า เราไม่เน้นความเร็ว แต่เราจะไปพร้อม ๆ กัน เก็บเกี่ยวความสุข ความสวยงามระหว่างทางไปด้วยกัน ประหนึ่งว่าได้ทั้งความสุขทางใจ กับสุขภาพที่แข็งแรงไปด้วยกัน เพื่อนบางคนพาครอบครัว พาลูกเล็กมาร่วมกิจกรรมกับพวกเราด้วย ซึ่งเด็ก ๆ เหล่านั้น ก็มุ่งมั่นที่จะไปพร้อม ๆ กับลุง ๆ อา ๆ แบบไม่รู้เหนื่อยเช่นกัน …ใช่แล้วครับมันเป็นความสุขง่าย ๆ มันเป็นทางเดินของชีวิต ที่ดูเหมือนจะธรรมดา ไม่มีพิธีรีตรอง ไม่มีมูลค่ามากมาย แต่เต็มไปด้วยความแช่มชื่นหัวใจ ที่ไม่สามารถซื้อหาได้ด้วยเงิน

    สมาชิก “น่องทอง 25” ในเย็นวันเสาร์ที่ 9 มีนาคม 2562…บันทึกไว้เป็นหลักฐาน…เราจะแก่ไปด้วยกัน

    พวกเราจบกิจกรรมสำรวจเส้นทางยามเย็น ไว้ที่เวลา 18.45 น. หลังจากนัดแนะเวลารับประทานอาหารเย็นกันแล้ว ก็แยกย้ายไปล้างเนื้อล้างตัว เปลี่ยนเสื้อผ้ามาเจอกันอีกครั้ง และจากความเหนื่อยเล็ก ๆ กับเส้นทางไม่ไกลนัก ก็ทำให้หลายคนหิวโซได้เหมือนกัน อาหารหน้าตาบ้าน ๆ กับร้านใกล้ ๆ ที่พัก จึงทำให้หลายคนเหมือนได้ขึ้นสวรรค์…เรารับประทานอาหารเย็นกันจนเวลาใกล้สามทุ่ม ซึ่งจะว่าไปแล้วก็สมควรกับเวลาที่ควรจะไปพักผ่อน เพื่อเตรียมกายเตรียมใจไว้สู้ศึกในวันรุ่งขึ้น แต่ด้วยความที่ “ชาเขียวลังใหญ่” ถูกบรรจงตระเตรียมไว้รองรับบรรดาเหล่าสมาชิก “น่องทอง 25 ” แล้วตั้งแต่ตะวันยังไม่ตกดิน ก็เลยทำให้พวกเราจำเป็นต้องมานั่งล้อมวง ชงชาเขียว เล่าความหลัง ฟังเรื่องขำ กันต่อ

    ล้อมวงกินข้าว เล่าความหลัง เติมพลังหนุ่ม

    ชาเขียว กระป๋องแล้วกระป๋องเล่า ถูกกระชากห่วงพร้อมรินเข้าปากสมาชิกอย่างไม่เกรงใจตับ ทำให้บรรยากาศการสนทนาธรรมท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นใจ เป็นไปอย่างสนุกสนาน หลายคนทนปวดฉี่ ไม่อยากลุกไปไหน เนื่องด้วยกลัวว่าหากตัวไม่ปรากฎในวงชาเขียว จะถูกเหล่าสมาชิกที่เหลือ ลอบแทงหลังทันที 555… ช่วงเวลาในวงชาเขียวกับความสุขเล็ก ๆ ที่ได้อยู่ท่ามกลางสมาชิกเพื่อน ๆ นักเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 25 มันทำให้ชีวิตของผมในช่วงนั้น รู้สึกมีคุณค่า อยากมีอายุยาว ๆ เพื่อว่าจะได้ลิ้มรสกลิ่นอายแห่งความสุขเช่นนี้ไปอีกนาน ๆ ซึ่งผมก็เชื่อเหลือเกินว่า พวกเราในกลุ่มก็คงรู้สึกเช่นนั้นเหมือนกับผม…โอ้ว แม่เจ้า ! เผลอแป๊บเดียว ใครคนนึงตะโกนขึ้นมาในวงว่า “ตีหนึ่งแล้วจ้าาาา” ….ตายหล่ะ พรุ่งนี้ต้องตื่นตั้งแต่หกโมงเช้า เพื่อเตรียมเคลื่อนขบวนในเส้นทางอีกกว่า 50 กม. …ไม่ง่วงก็ต้องนอน ทุกคนหุนหันพลันลุกจากวงชาเขียวไปแบบไม่เกรงใจกระป๋องชาเขียวที่เหลืออีกมากมายเพื่อไปนอนสะสมพลังไว้สู้ต่อ….เราจะปั่นไปด้วยกัน

    ตรวจสอบสภาพลมยาง “บร๊อมทั่น” ก่อนลงสนามจริง

    06.30 น. ของเช้าวันที่ 10 มีนาคม 2562 ได้เวลานัดหมายในการเติมพลังอาหารเช้าก่อนออกเดินทาง สมาชิกน่องทอง 25 ทยอยมาร่วมเสพกาแฟ พร้อมอาหารเช้าเบา ๆ ก่อนตะลุยเส้นทางระยะยาวไปพร้อมกัน หัวข้อสนทนาหยอกล้อที่ค้างคากันตั้งแต่เมื่อคืนยังไม่สิ้นสุด ยังคงนำมาสนทนาเหน็บแนมกันยามเช้าเป็นกับแกล้มกาแฟอย่างสนุกสนาน หลายคนตระเตรียมความพร้อมของจักรยานคู่ใจ บ้างเติมลมยาง บ้างเหยียดยืดร่างกาย เพื่อให้การปั่นระยะทาง 50 กม. กว่า ๆ ราบรื่น ไม่เป็นภาระกับตัวเองและเพื่อนร่วมทาง สมาชิกบางคนขอถอนตัวจากการปั่นยามเช้า ด้วยฤทธิ์ชาเขียวยังคงทำหน้าที่ขับกล่อมไม่ให้มีกำลังวังชาเงยหน้าเงยหัวลุกมาจากที่นอน 555

    สบายอารมณ์ระหว่างทาง

    พวกเราเริ่มออกเดินทางออกจากจุดสตาร์ท ที่เวลา 07.30 น. เพื่อนบางคนมีครอบครัว ลูกเมีย มาร่ำลา สั่งเสีย กอดกันกลม ราวกับจะไปสนามรบแล้วคงไม่มีโอกาสกลับมาเจอะเจอกันอีก ผมเห็นภาพนั้นแล้วความรู้สึกเริ่มหวั่นไหว เนื่องจากเป็นสนามแรกของผม แต่เป็นสนามที่นับไม่ถ้วนแล้วของเพื่อน ๆ หลายคน ใจเริ่มเต้นแรง และคิดประหวั่นไปว่า เอ..รึว่าเราจะโดนหลอกมาทำอะไรอะเปล่า ทำไมมันต้องร่ำลากันขนาดนี้ด้วยฟะ

    แต่ไหน ๆ ก็ไหน ๆ โดนป้ายยาทั้งซื้อรถหรู นาม Brompton ทั้งมาประลองสนามโดยที่ไม่เคยมีความรู้เรื่องเส้นทางมาก่อน where where ก็ where where เป็นไงเป็นกัน ออกสตาร์ทพร้อมจักรยานคันหรูสีชมพูฟ้าด้วยจิตใจมุ่งมั่น ว่า “กรูต้องไม่ตาย” 555

    อากาศยามเข้าตลอดเส้นทาง กับบรรยากาศสวย ๆ ของทั้งสองข้างทาง ทำให้จิตใจของผมล่องลอยไปเหมือนอยู่ในอีกโลกหนึ่ง ซึ่งไม่เคยพบเห็นมาก่อน อากาศในฤดูร้อนของเดือนมีนาคม ไม่คิดว่าในดินแดนที่มีระยะทางหากจากกรุงเทพ ฯ เพียงชั่วโมงเศษ ๆ อุณหภูมิความเย็นและอุณหภูมิความสุข จะแตกต่างกันมากมายขนาดนี้ พวกเราปั่นไปพร้อมกันช้า ๆ ความเร็ว ประมาณ 18-22 กม.ต่อชั่วโมง ซึ่งในวงการนักปั่นถือว่าเป็นระดับ “อนุบาล” เว้นแต่เพื่อนบางคนที่พละกำลังเหลือเฟือ ผ่านการฝึกมาสารพัดหลักสูตร แถมสำทับเกทับเพื่อน ๆ มาอีกว่า ทุกหลักสูตรที่ผ่านมานั้น ล้วนเป็น Number One ตลอด ดังนั้นจะมาปั่นระดับอนุบาล ดูจะเสียหน้าเป็นอย่างมาก ก็เลยต้องทำความเร็ว หายวับไปกับสายลมยามเช้าโดยที่เราก็ไม่รู้ว่าเค้าหายไปไหน 555

    ทิวทัศน์ที่พักริมทาง หลังร้านกาแฟระหว่างทางนักปั่น

    เราปั่นแบบเรื่อย ๆ มาเรียง ๆ พักตามจุดที่พักสวย ๆ ถ่ายเซลฟี่กันบ้าง แวะชื่นชมความงามของดอกไม้ริมทางกันบ้าง (อย่าเข้าใจว่าเราเป็นพวกเผ่าพันธุ์พิเศษนะครับ ว่าเราเป็นพวกเผ่าพิเศษ หรือพวก “สองซิม” เพียงแต่ความงามระหว่างทางที่เราปั่นมันทำให้เราอดไม่ได้ที่จะต้องแวะทักทายกับธรรมชาติบ้าง) บางจุดที่แวะ เป็นร้านกาแฟสวยงาม รสชาติดี ที่ผมก็คาดไม่ถึงว่ามาตั้งปักหลักอยู่ในป่าในดงอย่างนี้ได้ยังไง

    นั่งพักดื่มกาแฟ คุยโม้ เกทับบลั๊ฟแหลก

    แน่น่อน ว่าตลอดเส้นทางการปั่น ไม่ได้มีแต่ความราบรื่นสวยงาม ปัญหาอุปสรรคย่อมต้องมีเป็นธรรมดา ซึ่งภูมิประเทศตามเส้นทางปั่นบางส่วนเป็นเนิน เป็นเส้นทางขึ้นเขา มุ่งหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ นักปั่นระดับอนุบาล ย่อมต้องทนทุกข์ทรมาณกับการปั่นขึ้นเนินระยะทางไกล ๆ ผมพร้อมเจ้าBrompton คู่ใจ เห็นระยะขึ้นเนินอยู่ลิบ ๆ ก็คิดว่าคงเป็นแค่ระยะสั้น ๆ ระดับเด็กอนุบาล แต่พอเข้าสู่สถานการณ์จริง ผมก็แอบคิดดัง ๆ พร้อมกับเพื่อน ๆ หลายคนว่า…”กรูจะมาทรมาณตัวเองอย่างนี้ เพื่อ…..?” 555… แต่ในที่สุดเราก็ผ่านมันมาได้ด้วยกัน ไม่มีใครเสียฟอร์มลงจากอานรถคู่ใจ แล้วเดินจูงมันเดินขึ้นเนิน ซึ่งหากใครก็ตามที่ทำเยี่ยงนั้น คงต้องโดนเผา โดนล้อเลียน โดนรุมยำ จนต้องแทรกแผ่นดินหนีเป็นแน่ ซึ่งโชคดีของผมที่เจ้า “บร๊อมทั่น” คู่ใจ ถึงแม้จะตัวเล็ก แต่ก็ไม่ทำให้เสียหน้า อิอิ

    แอ๊คท่า ถ่ายหน้าร้านกาแฟระหว่างทาง…คอนเฟิร์มว่า สวยงาม คู่ควรกับการแวะทักทายถ่ายรูปและลิ้มรสกาแฟยามเช้า สาย บ่าย เย็น เป็นอย่างยิ่ง

    ทริป “น่องทอง 25 นครนายกทัวริ่ง” เสร็จสิ้นเอาที่เวลาเที่ยงเศษ ๆ ซึ่งเกินกว่าเวลาที่พวกเราคาดการณ์เอาไว้ เนื่องจากความสวยงามของเส้นทางที่ทำให้อดใจไม่ได้ที่จะแวะลงไปชื่นชม บวกกับเวลาแห่งความสุข ที่ได้นั่งหยอกล้อ อำกันระหว่างเส้นทาง จนลืมไปว่าเรายังต้องมีระยะทางอีกยาวไกลที่จะปั่นต่อ แต่มันก็ทำให้การปั่นครั้งนี้เราได้เก็บความสุขเล็ก ๆ กลับไป เพื่อต่อลมหายใจให้มีชีวิตอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงที่พวกเรายังคงต้องต่อสู้ไปอีกยาวไกล พวกเราสัญญากันว่าจะต้องมีเรื่องราวดี ๆ เช่นนี้เกิดขึ้นอีกในไม่ช้า เรื่องราวที่เกิดบนอานจักรยาน ซึ่งหลายคนคงนึกไม่ออกว่ามันจะสามารถสร้างความรู้สึกดี ๆ สร้างความสุข สร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับชีวิตได้อย่างไร แล้วมันก็คงเป็นโชคดีของผมด้วย ที่โดนพี่จิ๋วป้ายยา ให้ซึ้อจักรยานที่ผมคิดว่าในชีวิตหนึ่งถ้าคิดเองคงไม่กล้าซื้อจักรยานราคาเยี่ยงนี้ให้กับตัวเองเป็นแน่ และโดนซ้ำสองด้วยการเคี่ยวเข็ญให้มาปั่นทริปนี้อีก ดูผมจะเป็นคนใจง่าย ที่แม้จะทำงานอยู่ “กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด” (บช.ปส.) แต่ก็ใจง่ายไปกับยาที่พี่จิ๋วแอบนำมาป้ายโดยไม่รู้ตัวได้เช่นนี้…แต่หลังจากที่ผมได้เจ้า “บร๊อมทั่น” มาเชยชม บวกกับได้มาประลองสนามกับเพื่อน ๆ ที่นี่ ผมยืนยันได้เลยว่า มันเป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่ามาก….ฟันธง !

    อยู่ระหว่างตัดสินใจว่าจะขึ้นไปดูช้างระหว่างทางที่เขาใหญ่ดีรึเปล่า…แต่ใครบางคนตะโกนมาว่า พวกมรึงไปกันเหอะ กรูไม่ว่าง…555

    ขอบคุณเพื่อน ๆ ที่หลายคนก็โดนป้ายยาให้เรามาพบกันครั้งนี้ และผมก็อยากจะขอร้องแกมบังคับด้วยว่า ครั้งต่อไป ไม่ว่าพวกมรึงจะไปปั่นกันที่ไหน อย่าลืมป้ายยากระพ้ม อีกสักครา ซึ่งครั้งหน้าขอสัญญาว่า จะไม่เอาเรื่องความเก่ง ความดี ความเลอเลิศ ของน้อง “บร๊อมทั่น” มาเกทับเพื่อน ๆ อีกแล้ว เพราะมั่นใจเหลือเกินว่าครั้งหน้าเราจะ “บร๊อมทั่นไปด้วยกัลลลล” 555 ….สวัสดี รักนะ จุ๊บ ๆ

  • ส่งความสุขปีใหม่ 2561

    ส่งความสุขปีใหม่ 2561

    ส่งความสุขปีใหม่ 2561…ขอทุกท่าน มีชีวิต “ดี” ในปีใหม่ ตลอดปี และ…ตลอดไป