หมวดหมู่: Police Story

  • ผมเป็นผู้การจังหวัดสระแก้ว…ครับพ้ม

    ผมเป็นผู้การจังหวัดสระแก้ว…ครับพ้ม

    ปล่อยแถวระดมกวาดล้าง
    ปล่อยแถวระดมกวาดล้าง

    4 ตุลาคม 2556 …  ผมได้รับคำสั่งให้มาทำหน้าที่เป็นประธานในการปล่อยแถวระดมกำลังออกกวาดล้างอาชญากรรม ที่ อ.อรัญประเทศ จว.สระแก้ว  (จว. แปลว่า จังหวัด….ภาษาย่อของคำว่าจังหวัดตามแบบธรรมเนียมตำรวจ ครับพ้ม)….ประเดิมงานแรกในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดของจังหวัด “สระแก้ว” จังหวัดชายแดนด้านตะวันออกของประเทศ ทีี่มีอาณาเขตติดกับประเทศกัมพูชา

    ไหว้พระรับตำแหน่ง
    ไหว้พระรับตำแหน่ง

    งานแรกของผมในวันนั้น เรียกได้ว่า แทบไม่ได้ตั้งตัวมาก่อน ด้วยว่า คำสั่งที่จะให้มาทำหน้าที่ ค่อนข้างเป็นเรื่องฉุกละหุก  การมาทำหน้าที่ของผมในห้วงเวลานี้ ยังไม่ได้มาแบบเป็นทางการเต็มร้อย เนื่องจากต้องรอพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งแบบเป็นทางการเสียก่อน ดังนั้นการมาในครั้งนี้ จึงมาแบบที่เรียกว่า “รักษาราชการแทน” ต่อเมื่อ ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ​ มาแล้ว ตำแหน่ง พร้อมยศ จึงเร่ิมใช้แบบเป็นทางการ

    รับเครื่องหมายยศพลตำรวจตรี
    รับเครื่องหมายยศพลตำรวจตรีจากผบ.ตร.

    ตื่นเต้นครับ…ก็เกิดมาเพิ่งจะเคยเป็น “ผู้การ” ถึงแม้ว่าครั้งนี้จะมาแบบยังไม่เต็มสูบ แต่บอกได้เลยครับ ใจหน่ะ..เกินร้อย ด้วยได้รับการสบประมาท จากเพื่อนพ้องน้องพี่หลาย ๆ คน ว่าน้ำหน้าอย่างผมจะทำได้เหรอ มาเป็นผู้การจังหวัดหน่ะ…คอยดูกันไปแล้วกันนะครับ พี่น้อง

    ทำให้ดีนะ...ไอ้น้อง..คำสั่งเสียของพี่อู๋...ผบ.ตร.ซูเปอร์ฮีโร่ของผม
    ทำให้ดีนะ…ไอ้น้อง..คำสั่งเสียของพี่อู๋…ผบ.ตร.        ซูเปอร์ฮีโร่ของผม
    พี่อู๋...พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว...ความภาคภูมิใจ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
    พี่อู๋…พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว…ความภาคภูมิใจ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

    หลังจากนี้ ผมคงมีเรื่องสนุก ๆ ในฐานะ “ตำรวจบ้านนอก” มาเล่าสู่กันฟัง นะครับพี่น้อง …ซึ่งแน่นอน ส่ิงที่ผมจำเป็นต้องเดินหน้าต่อไปนี้ ซึ่งไม่รู้ว่าผมจะมีเวลาอีกกี่วัน กี่เดือน หรือกี่ปี คือการพิสูจน์ คือการสร้างความเป็น “ตำรวจมืออาชีพ” ให้กับพี่น้องตำรวจสระแก้วของผม ตาม “วิชั่น” ของท่านผู้นำ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ที่ฝันอยากจะให้พวกเราได้เป็นตำรวจมืออาชีพ เพื่อความผาสุกของประชาชน ตามวิสัยทัศน์ที่ประกาศให้โลกได้รับรู้  ซึ่งผมในฐานะที่เป็นผู้นำหน่วยเล็ก ๆ กำลังพล 1,400 กว่านาย แห่งนี้ “จำเป็น” ต้องทำสิ่งนี้ให้สำเร็จให้ได้ แล้วผมก็หวังว่าพี่น้องคงให้ความเห็น คงมีข้อแนะนำ ให้กับผมบ้างนะครับ…เขียนข้อคิดเห็น comment มาได้ ใต้บทความนี้เลยครับ….ขอบคุณคร้าบ

    ตรวจการตั้งจุดสกัด หลังจากปล่อยแถวระดมกวาดล้าง  @ อ.อรัญประเทศ จว.สระแก้ว เมื่อ 4 ต.ค.56
    ตรวจการตั้งจุดสกัด หลังจากปล่อยแถวระดมกวาดล้าง @ อ.อรัญประเทศ จว.สระแก้ว เมื่อ 4 ต.ค.56

     

  • เคารพเอื้อเฟื้อต่อหน้าที่

    เคารพเอื้อเฟื้อต่อหน้าที่

     

    ตรวจสน.หัวหมาก-25/02/2556
    ตรวจสน.หัวหมาก-25/02/2556

    หมู่นี้ไม่รู้เป็นไง ข่าวเกี่ยวกับความประพฤติในทางเสื่อมเสียของตำรวจ ปรากฏทางสื่อมวลชนกันแทบทุกสัปดาห์    ทั้ง ๆ ที่เรามีผู้นำที่ดูจะเข้มข้นจริงจัง ที่จะสร้้าง “ภาพใหม่” ให้ปรากฏอย่างพี่อู๋ “พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว” รวมทั้งเรามีระบบการควบคุมระบบการตรวจสอบภายในที่ดูเหมือนจะเข้มแข็ง แต่ก็ยังไม่วายที่จะพบการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปรากฏให้เห็นอยู่เนือง ๆ ทำให้วิสัยทัศน์ของท่านผบ.ตร.ที่อยากจะเห็นความเป็น “ตำรวจมืืออาชีพ” ดูยังคงเลือนลางห่างไกลความเป็นจริงอยู่มากโข

    แต่ยังไงก็ตาม หากวิเคราะห์เจาะลึกแล้วมองด้วยความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เวลาที่เราเห็นข่าวไม่ดีไม่งามของตำรวจ บางทีเราอาจจะมองเห็นอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ ดังตัวอย่างคลิปวิดีโอเรื่องที่ผมกำลังจะเอามาเป็นตัวอย่างให้ดู พิจารณาผิวเผินแล้วก็น่าจะเป็นเรื่องตำรวจจราจรเรียกรับผลประโยชน์จากผู้กระทำผิดกฏหมาย ไม่ต้องคิดมาก เรื่องนี้ตำรวจตกเป็นจำเลยสังคมเต็มประตู แต่ดูก่อน พี่น้องครับ ผมอยากจะแยกแยะประเด็นอย่างนี้ครับ ประเด็นแรก คนขับรถคันดังกล่าวกระทำผิดจริงตามที่ถูกตำรวจกล่าวหาหรือไม่ แล้วก็ดูเหมือนคนขับคันดังกล่าวฟังจากคำพูดคำจา อากัปกริยา น่าจะเป็นคนที่มี “แต้มต่อ” ทางสังคมมากพอดู การศึกษา อาชีพ ก็คงสูงส่งพอสมควรเหมือนกัน ดังนั้นการรับรู้เรื่องกฏบัตรกฏหมาย ก็คงไม่บกพร่องเป็นแน่


    ประเด็นต่อมา การกระทำของคนขับดูเหมือนเป็นการจงใจ “ขุดบ่อล่อปลา” หรือการ “ตกเบ็ด” มากกว่าที่จะให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ เป็นการล่อให้เหย่ือมาติดเบ็ด โดยที่ก็รู้อยู่แล้วว่า “กระบวนการยุติธรรมข้างถนน” แบบนี้ ตำรวจชั้นผู้น้อยที่ “แต้มต่อ” ทางสังคมแทบจะไม่มีให้เห็น จะสามารถตกเป็นเหยื่อ โดยที่คนตกเบ็ด ที่สามารถเอาเหยื่อมาประจานให้โลกได้รู้ผ่านทางเทคโนโลยีการสื่อสารที่รวดเร็วแบบนี้ จะสามารถเป็นพระเอก ได้รับคำชื่นชม ได้รับเสียงตบมือ จนสามารถเป็นฮีโร่ได้ด้วยความเหนือชั้นกว่าในทุก ๆ ด้านเมื่อเทียบกับความเป็น “ตำรวจชั้นผู้น้อย”

    ประเด็นสุดท้าย ที่ผมอยากจะให้สังคมคิดร่วมกัน แล้วต้องช่วยกันพยายามฝ่าฝันให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้จริง ๆ ก็คือความรู้หน้าที่ของแต่ละฝ่าย แล้วมุ่งมั่นทำตามหน้าที่ โดยเฉพาะฝ่ายผู้ให้ ซึี่งอันที่จริงแล้วน่าจะเรียกว่าผู้ “ติดสินบนเจ้าพนักงาน” ด้วยซ้ำ หากไม่มีการให้ ไม่มีการเห็นด้วยกับกระบวนการยุติธรรมข้างถนนเช่นนี้ เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ก็คงไม่มีให้เห็นเป็นแน่ แต่เรื่องอย่างนี้ เกิดมาช้านานซ้ำแล้วซ้ำเล่าเปรียบเหมือน “ผีเน่ากับโลงผุ” เจอกันเมื่อไหร่ก็แยกไม่ออกว่าใครถูกใครผิด แต่เวลานำเอาไปพูดกันในสังคม ตำรวจซึ่งแต้มต่อในสังคมไม่มีให้เห็นอยู่แล้วก็คงต้องเป็นฝ่ายผิดวันยังค่ำ

    จราจร

    และแน่นอน ตำรวจ ผูับังคับบัญชาตำรวจ คงไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบเรื่องนี้ได้ การลงโทษลงทัณฑ์ คงต้องตามมาเป็นแน่ การขอความเห็นอกเห็นใจในฐานะ “ชั้นผู้น้อย” คงฟังไม่ขึ้น และไม่สามารถเรียกความเห็นใจจากสังคมได้ แต่อีกฝ่ายหนึ่งเล่า…จะมีใคร หน่วยงานไหน ที่จะมาทำหน้าที่ตามล่าหาความผิดแล้วนำมาสู่กระบวนการยุติธรรมตามปกติ ว่าคุณก็เป็นส่วนหนึ่งของความผิดด้วย….ฤาสังคมประเทศนี้จะพิกลพิกาล ฤาสังคมประเทศนี้จ้องจะทำลายล้างกันแต่คนที่มี “ที่ยืนน้อยนิด” ในสังคม….ก็โปรดพิจารณาร่วมกันเถิด

    เพื่อนผมบางคน คิดเลยไปว่า กรณีอย่างนี้ จะ”เอาคืน” พวกชอบติดสินบนเจ้าพนักงานในคดีจราจรดีมั๊ย….ด้วยการแอบถ่าย ด้วยการขุดบ่อล่อปลาย้อนศรกันไปเลย เพื่อความสะใจ เพื่อประจานให้สังคมรู้่เหมือนกันว่า ไม่ใช่แต่ข้าที่ผิด เอ็งก็ผิดด้วย….แต่ช้าก่อนครับเพื่อน….อย่างที่ผมบอกแล้วว่า ตำรวจเป็นอาชีพที่มีแต้มต่อทางสังคมน้อย ไม่มีใครเค้าอยากเข้าข้าง หรือเห็นดีเห็นงามด้วย หรือแรงกระเพื่อมไหวทางสื่อที่จะเอาผิด “ผู้ให้” มันอาจจะมี แต่คง “น้อยมาก” แต่ที่สำคัญไปกว่านั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องของ “จรรยาบรรณ” รวมทั้ง “อุดมคติ” ของความเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฏร์ครับพี่น้อง โดยเฉพาะในข้อที่หนึ่งที่ว่า “เคารพเอื้อเฟื้่อต่อหน้าที่”

    ครับการ “เคารพเอื้อเฟื้อต่อหน้าที่” กินความหมายได้กว้างขวางมาก แต่หากจะสรุปย่อเพื่อให้เห็นภาพเทียบเคียงในเชิงธุรกิจก็คือ เราต้องดูแลลูกค้า ซึ่งก็คือประชาชนให้ดีที่สุด ด้วยจิตใจเอื้อเฟื้อโดยถือเสมือนว่าลูกค้าเป็นคนสำคัญ จะไป”จับผิด” หรือจะไป “เอาคืน” ไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง….แล้วยิ่งมาตบด้วยอุดมคติข้อเกือบสุดท้าย ที่สมัยเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ เราได้รับการย้ำนักย้ำหนา ถึงความสำคัญในข้อนี้ นั่นก็คือในเรื่อง “อดทนต่อความเจ็บใจ”…ครับอาชีพของพวกเราเป็นอาชีพที่สังคมค่อนข้างจะให้ค่าน้อย เนื่องจากส่วนหนึ่งเป็นหน้าที่ที่ต้องให้คุณให้โทษกับคนในสังคม แต่อีกส่วนหนึ่งซึ่งก็คงไม่อาจปฏิเสธได้หรอกครับว่า พวกเราบางคน ออกนอกลู่นอกทางบ้างเหมือนกัน เพราะฉะนั้่น การที่สังคม “ให้ค่า” กับพวกเราน้อย คงไม่ใช่เรื่องผิดปกติเท่าไรนัก ซึ่งเราก็คงต้องก้มหน้ายอมรับ และหาทางร่วมมือร่วมใจกัน เดินหน้าทำดี ทำสิ่งที่ประชาชนเค้ายอมรับมากขึ้น เพื่อว่าวันหนึ่ง แต้มต่อทางสังคมของพวกเราดีขึ้น พวกเราก็จะได้ยืดอกทำงานได้อย่างภาคภูมิใจ ไม่ใช่ว่าจ้องที่จะเอาคืนประชาชน หรือแก้แค้น ประชาชน….อย่าเลยครับ ผิดอุดมการณ์ของผู้พิทักษ์สันติราษฏร์ และที่สำคัญ “เสียฟอร์ม” การเป็น “มืออาชีพ” ครับ พี่น้อง

    จราจร 2และก่อนจบวันนี้ ผมอยากเอาอุดมคติตำรวจ อุดมคติของพวกเรามาเตือนใจพี่น้องตำรวจของพวกผมอีกซักครั้ง ….ฟังบ่อย ๆ ครับ ฟังซ้ำ ๆ ย้ำไปย้ำมา ผมเชื่อว่าการตอกย้ำอุดมการณ์ของพวกเราบ่อย ๆ น่าจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเป็น “ผู้พิทักษ์สันติราษฏร์” ที่ประชาชนยอมรับมากขึ้นครับ

  • พิธีการสร้าง…ความยิ่งใหญ่

    พิธีการสร้าง…ความยิ่งใหญ่

    ASEANAPOL 1

    ASEANAPOL conference@Pattaya

    Hallo….Morning la. Long time no see la. How are you la ? ….เสียงทักทายกันของประดาตำรวจจากประเทศสมาชิกในประชาคมอาเซี่ยน เป็นภาษาอังกฤษสำเนียงมาเลย์ สิงคโปร์ หรือที่เรียกเป็นสแลงว่า Singlish (Singaporian-English) ดังระงมทั่ว lobby โรงแรมดุสิตธานีพัทยา…ใช่แล้วครับตอนนี้ผมอยู่่ระหว่างกลางหมู่มวลสมาชิกเพื่อนตำรวจจากอาเซี่ยน ที่มาประชุมประจำปีกัน นัยว่าเป็นการประชุมเพื่อซักซ้อมความร่วมมือในการทำงานร่วมกัน เนื่องจากว่า วันนี้โจรมันไม่ได้ทำงานกันในประเทศใดประเทศหนึ่งแล้วครับ พวกมันต่าง “Go Inter” ทำงานกันเป็นเครือข่ายในระดับนานาชาติ ซึ่งถ้าตำรวจไทย หรือตำรวจในอาเซี่ยนยังมะงุมมะงาหรา คิดแต่เรื่องภายในกรอบประเทศตัวเอง ก็คงตามทางโจรกันไม่ทันหล่ะครับ ว่าดังนั้นแล้ว เหล่า “ม๋าต๋า” ประดาตำรวจอาเซี่ยน ก็เลยหาเรื่องมาจับเข่าคุยกันประจำปี ได้เรื่องบ้าง ไม่ได้เรื่องบ้าง แต่อย่างน้อยก็สร้างความสัมพันธ์กันเบื้องต้น เวลาพูดจาประสานขอความร่วมมือ ขอความช่วยเหลือข้ามประเทศ จะได้ “เมื่อยมือ” น้อยหน่อย…ฮา !

    ASEANAPOL conference@Pattaya
    ASEANAPOL conference@Pattaya

    จะว่าไปแล้ว ตำรวจในอาเซี่ยนก็ทันสมัยไม่น้อยเลย เนื่องจากว่าอีกสองปีกว่า ๆ ข้างหน้า เราจะรวมกันเป็นหนึ่งเดียวในนามประชาคมอาเซี่ยน ( ASEAN Community) แต่การประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซี่ยน หรือที่เรียกกันว่า ASEANAPOL หน่ะเค้าทำกันมากว่าสามสิบปีแล้วครับพี่น้อง แล้วครั้งนี้ที่ม๋าต๋าตำรวจไทยเป็นเจ้าภาพ ก็จัดได้ว่าเป็นครั้งที่ 33 เข้าไปแล้ว โดยครั้งนี้เจ้าภาพพ่ีไทยเลือกเมืองพัทยา เป็นสถานที่จัดการประชุม ระหว่างวันที่ 18-21 ก.พ.56 ที่โรงแรมดุสิตธานีพัทยาครับ

    หลายคนถามผมว่าเค้าประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซี่ยนกันแล้ว “ผม” ซึ่งไม่ว่าจะมองในแง่มุมไหน ก็ไม่เห็นจะต้องมาเกี่ยวอะไรกะเค้าเลยนิ….น่านซิครับ ผมก็ยังงงๆ ตัวเองอยู่เลยว่า ผมซึ่ง ณ นาทีนี้ เป็น “รองผู้การตำรวจนครบาล 4” ช่างห่างไกลกับกิจกรรมที่เมืองพัทยาในวันนี้เสียเหลือเกิน จะต้องมาเกี่ยวข้องอะไรกันกะเค้าเนี่ย ?

    my wonder mind ?
    my wonder mind ?

    วิเคราะห์เจาะลึกไปแล้ว ก็สรุปได้ว่า มันเป็นเรื่องของ “กรรมเก่า”ครับ ที่ผมได้เคยเล่าให้ฟังไว้หลายครั้งแล้วว่า เนื่องจากการทำหน้าที่ ผู้กำกับการที่ดุริยางค์ตำรวจ และ หน้าที่มือถือไมค์ไฟส่องหน้า รองผู้บังคับการที่กองสารนิเทศ สมบทบาทเกินไปหน่อย ดังนั้น พองานอะไรที่เกี่ยวกับการจัดการ การจัดอีเวนต์ อีเวร ของตร. งานบันเทิงเริงรมย์ พิธีการ พิธีกรรม ต่าง ๆ ของตร. ผมก็เลยถูกอุปโลกให้เป็นออร์แกไนเซอร์​ ไปโดยปริยาย …ซึ่งก็คงปฏิเสธว่าไม่ใช่หน้าที่ก็คงไม่ได้ เนื่องจากในกำหนดหน้าที่การงานของทุกตำแหน่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ข้อสุดท้ายที่ว่า ….หรือหน้าที่อื่น ๆ ที่ผู้บังคับบัญชาสั่งการโดยชอบด้วยกฏหมาย….ฯลฯ ซึ่งพอเจอหน้าที่ครอบจักรวาลข้อนี้เข้าไปก็ต้องบอกได้เลยว่า ให้ไปทำอะไร ที่ไม่ผิดกฏหมายก็ต้องไปทั้งนั้นหล่ะคร้าบ…..พี่น้อง

    วันนี้ผมคงไม่ได้มาคุยเจาะลึกกันเรื่องรายละเอียดการประชุมอะไรนักหนาหรอกครับ แต่ประเด็นที่อยากจะนำมาฝากกันวันนี้ ก็คือเรื่องที่ท่านผบ.ตร. ท่านพี่อู๋ เปรยขึ้นมาในห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้าที่โรงแรมดุสิตธานี เมื่อวันอาทิตย์ที่ 17 ก.พ.56 นี้เอง ซึ่งความละเอียดละออ ความพิถีพิถันใน “ทุกเรื่อง” ของท่านผบ.ตร.ท่านนี้ ได้ลงลึกถึงทุกรายละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสวัสดิการความเป็นอยู่ เรื่องเงินเบี้ยเลี้ยงลูกน้องตำรวจที่มาทำงาน จนมีคำพูดขำ ๆ ติดปากอยู่ในทุกการประชุมว่า “ชาติ เกียรติ วินัย เบี้ยเลี้ยง กล้าหาญ” ซึ่งก็เป็นเรื่องจริง เป็น Fact ที่ผู้บังคับบัญชาตำรวจ “น้อยคน” ที่จะจริงจัง และจริงใจ กับเรื่องที่ว่านี้….และที่สำคัญที่สุดกับการประชุมในวันนั้น จนผมต้องกลับมาคิดแปดตลบ แถมยังต้องมาค้นคว้า ทำรีเสิร์ชต่อ กับประเด็นเล็ก ๆ แต่ทว่ายิ่งใหญ่สำหรับตัวผมมากๆ นั่นก็คือท่านสรุปไว้ในเรื่องการจัดการประชุม การจัดเลี้ยง พิธีการ การต้อนรับ ท่านว่า….หลวงวิจิตรวาทการกล่าวไว้ว่า “พิธีการ สร้่างความยิ่งใหญ่”…..คมครับ พี่น้อง คมมั่กๆ

    ผมชักคุ้น ๆ ว่าเอ… คำพูดนี้เป็นคำพูดของหลวงวิจิตรวาทการในหนังสือเล่มไหนหว่า …เพราะจะว่าไปแล้วผมก็เป็นอีกหนึ่งคนที่เป็น “แฟนพันธุ์แท้” ของหลวงวิจิตรวาทการเหมือนกัน ก็เลยกลับไปค้นดู ไม่นานก็พบว่าเป็น “คาถาสร้างความยิ่งใหญ่” ข้อหนึ่ง ซี่งอยู่ในหนังสือ “กุศโลบายสร้างความยิ่งใหญ่” ของหลวงวิจิตรวาทการนั่นเอง ผมอ่านหน้งสือเล่มนี้มาไม่น้อยกว่าสองรอบเหมือนกัน แต่ก็ทิ้งร้างไม่ได้นำกลับมาทบทวนมานานมากแล้ว พอท่านผบ.ตร. ท่านพี่อู๋พูดดังนั้นก็เลยมีโอกาสกลับไปทบทวนอีกครั้ง

    ASEANAPOL 3

     

    แต่ที่ท่านผบ.ตร.ท่านพูด คงไม่ได้หมายความการสร้างตัวท่านให้ดูยิ่งใหญ่ในหมู่เพื่อนพ้องตำรวจอาเซี่ยนหรอกครับ ท่านหมายถึงการสร้างหน่วยงานของพวกเรา “ตำรวจไทย” ให้ดูมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ใครในอาเซี่ยน ต่างหาก ซึ่งก็แน่นอนครับ ผมก็เป็นอีก “กลไก” สำคัญของงานในครั้งนี้ ทั้งในการเลี้ยงต้อนรับ พิธีเปิด พิธีปิด งานเลี้ยงอำลา….ฯลฯ ก็เลยเกิดความฮีกเหิมที่จะทำงานนี้เพื่อสร้าง Brand ตำรวจไทยให้ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ใครในอาเซี่ยน ซึ่งผมก็มีความมั่นใจจาการเตรียมการของทุกกลไกในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ โดยเฉพาะพี่น้องตำรวจภูธรภาคสอง สังกัดเก่าของผม โดยการนำของท่านพี่วินัย พล.ต.ท.วินัย ทองสอง ก็คงต้องทุ่มแบบ “สุดตัว” ไม่ให้น้อยหน้าชาติใดในปฐพีเป็นแน่แท้ทีเดียวเชียวแหละ

    วันนี้ผมก็เลยอยากนำบทความดี ๆ ที่เป็นบทสรุปย่อจากหนังสือ “กุศโลบายสร้างความย่ิงใหญ่” ที่ท่านพี่อู๋ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว นำมาอ้างอิงไว้ เผื่อว่า จะเป็นเครื่องมือ จะเป็นเครื่องสร้่างแรงบันดาลใจ ในการทำหน้าที่ “ให้ดีที่สุด” ให้กับหน่วยงาน ให้กับสังคม หรืออย่างน้อยให้กับตัวพี่น้องเองได้ครับ…ขอเชิญหาความสำเริงสำราญได้เลยขอรับพี่น้อง…..อ้อ หากอ่านจบแล้ว ถ้าไม่ลำบากยากเย็นนัก ผมก็อยากจะวิงวอนให้เขียนคอมเมนต์ใต้บทความหน่อยนะครับ เผื่อจะได้นำมาปรับปรุง ปรับตัว ปรับใจ หาเรื่องที่ถูกใจมาให้อ่านกันครับ อิอิ ……

    หนังสือเรื่อง กุศโลบายสร้างความยิ่งใหญ่ เป็นหนังสือที่พิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2495 ซึ่งได้ให้ความหมายไว้ว่า กุศโลบายไม่ใช่กลอุบาย กลอุบายนั้นเป็นของร้ายแต่กุศโลบายนั้นเป็นสิ่งที่ดี มนุษย์อาจจะสร้างความยิ่งใหญ่ขึ้นด้วยกลอุบาย แต่จะเป็นความยิ่งใหญ่ที่ปราศจากรากฐานเหมือนสร้างอาคารขึ้นบนโคลนเลน ความพินาศจะมาถึงในเวลาอันรวดเร็วและผู้ที่สร้างด้วยวิธีนั้นก็จะกลายเป็นคนเลวร้าย หาใช่ผู้ยิ่งใหญ่ที่แท้จริงไม่ กลอุบายไม่ให้ผลดีประการใด ส่วนกุศโลบายจะดำเนินไปในทางที่สูงกว่า มีวิธีการหนักแน่นและแนบเนียน เชื่อได้ว่าจะสร้างความยิ่งใหญ่ได้

    ลักษณะที่สำคัญที่สุดของผู้ยิ่งใหญ่ มีหลักการให้ดำเนินการเจริญรอยตาม คือ

    1.เป็นผู้มีเหตุผล

    2.เดินทางสายกลาง

    3.ตรงต่อเวลา

    4.การมีวิธีทำงาน

    5.จิตใจสูง

    -ระวังความหลงระเริง ความเผลอตัว เป็นอุปสรรคหนึ่งที่จะทำให้เสียความยิ่งใหญ่

    -ความซื่อตรง เป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่จะทำให้สร้างความยิ่งใหญ่ให้แก่ชีวิตได้

    -การสร้างความดีและทำคุณประโยชน์ให้เป็นมรดกตกทอดกับชนรุ่นหลัง

    -ความรักชาติรักประเทศทำให้ประเทศชาติรุ่งเรืองลอยเด่นก็เป็นสิ่งที่จะสร้างความยิ่งใหญ่ได้เป็นสำคัญ

    ผู้ยิ่งใหญ่ที่แท้จริงนั้น คือ คนที่ทำคุณประโยชน์ให้แก่โลกมนุษย์ สร้างความผาสุกให้แก่มวลมนุษยชาติ เช่นผู้ค้นวิชาทางการแพทย์ วิธีป้องกันรักษาโรค ซึ่งเป็นประโยชน์แก่มนุษยชาติอย่างยั่งยืนอีกคติหนึ่งก็คือ ผู้ยิ่งใหญ่นั้น คือ “ผู้ที่นั่งในหัวใจคน ไม่ใช่นั่งบนหัวคน” ผู้ยิ่งใหญ่นั้นจะต้องทิ้งอะไรไว้ ภายหลังที่ตัวตนตายไปแล้ว หรือพ้นจากตำแหน่งหน้าที่แล้ว

    ความยิ่งใหญ่ที่แท้จริงนั้น คือการสร้างผลดีให้แก่ผู้อื่น โดยที่ตนเองไม่ได้รับผล ผู้ยิ่งใหญ่ที่แท้จริง คือผู้ที่ไม่ได้รับผลตอบแทนจากงานสำคัญของตน แม้แต่ชื่อเสียง นี่คือการอธิบายความยิ่งใหญ่ของโคลัมบัสความบากบั่นพยายาม เพื่อพบทางคมนาคมใหม่ เพราะเชื่อว่าโลกกลมทำให้เขาพากเพียรอย่างไม่ลดละ ฝ่าฟันอุปสรรคนานาประการจนกระทั่งค้นพบแผ่นดินใหม่ซึ่งอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากร เท่ากับให้โลกใหม่แก่มนุษย์ ไม่มีพระเจ้าในลัทธิศาสนาใด จะสร้างโลกได้จริงเหมือนโคลัมบัส โลกที่โคลัมบัสได้สร้างไว้นั้น เป็นโลกที่อุดมสมบูรณ์มั่งคั่งที่สุดอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้ โดยที่ลูกเต้าผู้สืบสายไม่ได้ประโยชน์อันใดเลยแม้แต่เล็กน้อยนอกจากประโยชน์เป็นเงินทองหรือความผาสุกอย่างหนึ่งอย่างใดแล้ว แม้แต่ชื่อเสียงก็ยังถูกโกงไปสิ่งที่สมประสงค์โคลัมบัสมีข้อเดียว คือ ปณิธานที่โคลัมบัสเขียนไว้คือ

    “คงจะมีวันหนึ่งในภายหน้า ที่คนทั้งหลายจะต้องฟังเรื่องของข้าพเจ้าด้วยความสงสาร และจะต้องสรรเสริญงานที่ข้าพเจ้าทำสำเร็จมา”

    การสร้างความยิ่งใหญ่ด้วยพิธีการ

    พิธีการเป็นเรื่องที่มีอำนาจมากสำหรับสร้างความยิ่งใหญ่ มนุษย์ได้ใช้พิธีการในการสร้างความยิ่งใหญ่มาตั้งแต่สมัยโบราณ และสร้างได้สำเร็จตลอดมาแม้จะสร้างจากรากฐานที่เป็นเท็จหรือหลอกลวง ก็สร้างได้สำเร็จด้วยเหตุนี้พิธีการจึงเป็นของที่ทิ้งเสียไม่ได้

    ความศักดิ์สิทธิ์นั้นมีจริงในโลกนี้ จะเป็นอะไรก็ตาม ถ้ามีดวงจิตหลายพันหลายหมื่นดวงไปนอบน้อมนับถือเข้า ความศักดิ์สิทธิ์ย่อมจะมีขึ้น ไม่ใช่เกิดมีขึ้นในตัวเอง แต่เกิดมามีขึ้นด้วยกระแสจิตของมนุษย์ที่สามารถจะสร้างความมหัศจรรย์ได้มากหลาย สิ่งใดที่คนเคารพบูชา ไม่ว่าจะอยู่ในหมู่คนป่าหรือคนเช่นไร ถ้ามีดวงจิตเป็นจำนวนมากเคารพแล้วก็เป็นสิ่งที่ดูหมิ่นไม่ได้ เพราะความศักดิ์สิทธิ์ย่อมจะมี สามารถจะให้ผลดีผลร้ายได้ทีเดียว

    จนเกิดเครื่องบูชาชนิดหนึ่ง คือ ศิวลึงค์ ซึ่งมีอานุภาพยิ่งใหญ่ไพศาลถือกันว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์เคารพสักการะกันมากมาย ศักราชบูชาศิวลึงค์ได้บังคับเกิดขึ้นเทวาลัยเทวสถานที่สร้างขึ้นในสมัยแห่งการบูชาศิวลึงค์นี้ก็ทำเป็นรูปสูงโด่งอย่างแบบศิวลึงค์ แต่เมื่องานนี้ตกลงมาถึงมือช่าง ก็รู้จักประดิษฐ์ให้มีรูปร่างลวดลายสวยงามเป็นการถาวรวัตถุมีศิลปะอย่างดี ปรางค์ขอมทั้งหมดได้กำเนิดมาจากศิวลึงค์ นี่คือฤทธิ์อำนาจของพิธีการ ที่สามารถจะทำอะไรก็ได้ให้เป็นของยิ่งใหญ่ขึ้นมา อย่าว่าแต่มนุษย์ให้เป็นเทวดา แม้แต่ของเช่นลึงค์ ก็ทำให้คนบูชากันได้ พิธีการเป็นอุปกรณ์สำคัญที่สุด ที่สร้างความยิ่งใหญ่ พิธีการที่รู้จักใช้รู้จักทำ จะสามารถให้ความยิ่งใหญ่ได้อย่างแท้จริง และความยิ่งใหญ่ที่พิธีการสร้างขึ้นนั้นก็มิใช่สักแต่ว่ายิ่งใหญ่ เป็นความยิ่งใหญ่ที่มีฤทธิ์มีอำนาจ มีความศักดิ์สิทธิ์ได้ด้วย

    ในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของพิธีการ เชื่อว่าพิธีการสามารถสร้างความยิ่งใหญ่ให้ได้และไม่เป็นที่เพียงความยิ่งใหญ่อย่างจอมปลอมหรือหลอกคน แต่เป็นความยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง อาจถึงกับเป็นความศักดิ์สิทธิ์ด้วย เพราะพิธีการมีอำนาจโน้มน้อมหัวใจคน ให้เกิดความเคารพยำเกรงและความเคารพยำเกรงนั้น ถ้าได้จากหัวใจหลายพันหลายหมื่นดวงเข้าก็อาจเป็นความศักดิ์สิทธ์อย่างแท้จริงขึ้นมาได้ถ้าเราอยากรักษาความยิ่งใหญ่ของบุคคลหรือของสิ่งหนึ่งสิ่งใด เราจะทิ้งพิธีการเสียไม่ได้ แม้บุคคลที่อยู่ในฐานะอันดียิ่ง ถ้าละทิ้งพิธีการเสียหมดกลายเป็นคนชนิดที่เรียกกันว่าไม่มีพิธีรีตอง ก็เป็นการแน่นอนว่า ความยิ่งใหญ่อันนั้นจะเสื่อมทรามลงไป

    เราจะสังเกตได้ว่า ชนชาติที่มีความเจริญยิ่งใหญ่แม้ในชีวิตส่วนตัวของเขาก็ย่อมจะมีพิธีรีตองอะไรมากๆ ซึ่งกลายเป็นประเพณีที่เขาต้องทำ และเมื่อเราเข้าไปเกี่ยวข้องกับเขาเราก็ต้องทำด้วย พิธีการทั้งหลายทำให้ตัวเราเองตีราคาตัวเราสูง ซึ่งชักจูงให้คนอื่นตีราคาเราสูงไปด้วย เราไม่สามารถที่จะสร้างพิธีรีตองสำหรับตัวเราเอง ให้คนอื่นต้องเคารพนอบน้อมเรา เราไม่สามารถจะถือเป็นระเบียบว่า ผู้ที่มาหาเราต้องสวมเสื้อนอกถ้ามิฉะนั้นเราจะไม่รับ การทำอย่างนั้นเราจะได้รับผลตรงกันข้ามก็จะเป็นบ่อเกิดของความเกลียดชัง แต่เราก็มีวิธีการตรงกันข้าม แล้วก็เกิดผลดีกับตัวเราด้วย เช่น ถ้าเราได้รับเชิญจากผู้ใด เช่นการรับประทานอาหาร บอกว่าอย่างเป็นกันเองให้แต่งกายตามสะดวกสบาย ทางที่ดีที่สุดควรแต่งกายให้เรียบร้อยที่สุด เจ้าของบ้านจะต้องให้เกียรติแก่เราเอง

    บทเรียนจากชีวิตคน

    หลวงวิจิตรวาทการได้ศึกษาชีวิตคนอยู่ สอง คนคือ

    1.เซอร์ วอลเตอร์ ราเล่

    2.เอิลออฟ บีคอนสฟิลด์

    ทั้งสองคนเป็นคนที่ไม่ได้รับการศึกษาดีวิเศษอย่างไร ในสมัยของท่านทั้งสองนั้น อังกฤษมีสถาบันการศึกษาถึงขั้นมหาวิทยาลัยแล้วแต่ทั้งสองไม่ได้รับการศึกษาถึงขั้นสูง เรียนอยู่เพียง2-3ปีแล้วก็เลิกไปแต่ปรากฏว่าทั้งสองมีความรู้ เพราะพยายามค้นคว้าด้วยตนเองวิธีการก้าวสู่ความยิ่งใหญ่ของสองคนนี้แตกต่างกันมาก ราเล่เสี่ยงโชคอยู่ตลอดเวลาเริ่มตั้งแต่การอาสารบกับฝรั่งเศส และชีวิตที่โลดโผนผจญภัยต่างๆ ส่วนดิสราเอลี ไม่ได้ทำอะไรที่มีการเสี่ยงภัย การเสี่ยงนั้นอาจทำให้ขึ้นสู่ความยิ่งใหญ่ได้รวดเร็วกว่าความไม่เสี่ยงแต่การตั้งต้นชีวิตด้วยความเสี่ยงนั้นก็จะเสี่ยงไปตลอดเวลา เสี่ยงไปตลอดชีวิต ดิสราอาลีเป็นตัวของตัวเอง แต่ราเล่ไม่เป็นตัวของตัวเอง ตั้งแต่ได้ความยิ่งใหญ่มาเขาก็มองให้เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้อื่น และราเล่เพิกเฉยต่อศัตรูแม้รู้ว่ามีคนใส่ร้ายให้โทษ ก็ไม่พยายามต่อสู้หรือหาทางแก้ไข ส่วนดิสราเอลี ไม่ยอมที่จะให้มีการกล่าวร้ายอย่างนั้นถ้ามีก็จะรีบระงับ ราเล่เป็นนักรบนักผจญภัยกล้าเสี่ยงกล้าได้กล้าเสียมาในขั้นต้นแต่ชีวิตในตอนกลางและตอนปลายภายหลังที่ขึ้นสู่ความยิ่งใหญ่แล้ว ราเล่ไม่ต่อสู้อะไรเลยปล่อยให้ชีวิตไปตามบุญตามกรรมความล่มจมของเขาก็เกิดจากเหตุนี้ ตรงข้ามกับดิสราเอลี ที่ต่อสู้อยู่ตลอดเวลาไม่ลดละ

    ชีวิตคือการต่อสู้ ชีวิตเป็นสงคราม สงครามแห่งชีวิตร้ายแรงกว่าสงครามแห่งประเทศหรือสงครามโลก เพราะสงครามระหว่างประเทศหรือสงครามโลกยังมีเวลาทำสันติภาพได้ ส่วนสงครามแห่งชีวิตไม่รู้จะไปทำสันติภาพกับใครแต่สงครามทั้งสองอย่างนี้ มีลักษณะต่างกันอยู่บ้างสงครามระหว่างประเทศนั้น กำลังทรัพย์อาวุธมีความสำคัญมากส่วนสงครามชีวิตกำลังใจเป็นสิ่งสำคัญ ความนึกคิดของเราเป็นเครื่องวินิจฉัยความแพ้ชนะ ตราบใดที่เรายังไม่แพ้ตราบนั้นเราก็ไม่แพ้ ในทันทีที่เราคิดว่าแพ้เราก็แพ้ทันที

    ในสงครามการสู้รบธรรมดาถ้าข้าศึกล้อมเข้ามาจนเหลือแต่ป้อมปราการชั้นใน และข้าศึกยังล้อมเรามั่นคงไว้ เราก็อาจแพ้โดยหมดกำลังและเสบียงอาหารแต่ในสงครามชีวิตนั้นป้อมปราการชั้นในคือดวงจิตของเราที่มีความสำคัญอันดับต้นๆ ถ้าใจของเรายังดีอยู่ ศัตรูจะตีวงเข้ามาสักเพียงใดก็ไม่สามารถพ่ายแพ้ได้

    ชีวิตของคนเราจะเป็นอย่างไรย่อมสุดแต่ดวงใจจะบันดาลให้เป็น ไม่มีใครอื่นจะบันดาลความเป็นไปในชีวิตของเราได้ นอกจากดวงใจของเราจะบันดาลเอง เหตุการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นในชีวิต เป็นเหมือนดาบคม เราจะใช้มันให้เป็นประโยชน์ได้ หรือมันจะบาดมือเราก็สุดแต่ว่าจะจับมันข้างไหนถ้าจับทางด้ามเราก็ใช้ประโยชน์ได้ ถ้าเราจับทางคมมันก็จะบาดมือเรา ปัญหาจึงอยู่ที่การตัดสินใจของเราว่าจะจับทางไหนเคล็ดลับของการต่อสู้สงครามแห่งชีวิตมีอยู่อย่างเดียว คือต้องจับให้ตรงด้ามเสมอ

    ชีวิตมนุษย์จะประสบความสำเร็จ หรือล้มเหลวอยู่ที่ว่ากำลังเบ่งในตัวเรา จะแรงพอที่จะต้านทานกำลังบีบภายนอกได้หรือไม่ เพราะว่ากำลังบีบจากภายนอกนั้นแรงมากถ้ากำลังแบ่งภายในของเราไม่มีเพียงพอเราก็จะถูกบีบแบนและนั้นคือความล้มเหลวในชีวิต แต่ถ้ากำลังเบ่งในตัวเรา แรงเท่ากำลังบีบภายนอกเราก็จะทรงชีวิตอยู่ได้ถ้าเรามีกำลังเบ่งแรงยิ่งขึ้นเราก็จะสามารถเติบโตยิ่งกว่าผู้อื่น ผู้ที่มีกำลังเบ่งน้อยกว่าเราเพราะว่าความโต ความเล็ก ความใหญ่ ความน้อย และความยิ่งความหย่อนนั้นเป็นปัญหาเรื่องเปรียบเทียบเท่านั้นเองการที่คนหนึ่งยิ่งใหญ่กว่าอีกคนหนึ่ง ก็เพราะเขามีกำลังเบ่งสู้กำลังบีบได้มากกว่าเท่านั้น

  • ความจงรัก…ภักดี

    ความจงรัก…ภักดี

    พี่โอเล่
    พี่โอเล่

    18 มกราคม 2556 ผมได้รับมอบหมายจาก “ผู้การตุ้ย” พล.ต.ต.นัยวัฒน์ ผะเดิมชิต ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 4 เจ้านายโดยตรง ให้จัดทำโครงการที่จะมาสนองตอบต่อนโยบายข้อที่ 1 ของท่านผบ.ตร. “พี่อู๋” พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ในเรื่องการปกป้องเทิดทูนและพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฯลฯ…ผมครุ่นคิดอยู่นานว่าจะทำอย่างไรดี ให้นโยบายที่ว่านั้นนำไปสู่การปฏิบัติด้วย “หัวใจ” ไม่ใช่ด้วยคำสั่ง และด้วยการทำงานแบบ “มืออาชีพ” ที่มีความพร้อมทั้งเรื่องความรู้ เรื่องประสบการณ์ และที่สำคัญเร่ืองทักษะที่ถูกต้อง และในที่สุดโครงการ “การถวายความปลอดภัยแบบมืออาชีพ” ก็ถูกสร้างขึ้นมา ด้วยเป้าหมายแน่วแน่ที่จะทำให้ภารกิจของตำรวจในเรื่องการถวายความปลอดภัย เป็นไปแบบ “มืออาชีพ”

    แน่นอนหล่ะครับ เรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเรื่องที่ทุกหน่วยงานในประเทศนี้ ต่าง”อ้างว่า” ให้ความสำคัญเป็นเรื่องแรกๆ ในนโยบายของหน่วยงาน แต่เมื่อเข้าสู่โหมดการปฏิบัติในเรื่องความจงรักภักดี การถวายความปลอดภัย การปกป้องสถาบัน ราชบัลลังก์ ผมยังไม่ค่อยเห็นหน่วยงานไหนที่ “ทุ่มเท” เอาจริงเอาจังกับเรื่องที่เราถือว่า “สำคัญที่สุด” เลย ที่เห็นก็มีแต่ป้ายคำขวัญเก๋ ๆ รูปข้าราชการยืนตะเบ๊ะ เท่ ๆ ตามสี่แยก ซึ่งก็คิดไม่ออกเหมือนกันว่า มันจะช่วยสร้างเครื่องมือในการให้ตำรวจน้อยใหญ่ ถวายความปลอดภัย ปกป้องสถาบัน ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมอย่างไร

    ผมได้รับการบอกเล่าจากท่าน “ภักดีโอเล่” หรือ พล.ต.ท.ไตรรัตน์ อมาตยกุล รองหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ ถึงหลักคิด หลักนิยม ในการถวายความปลอดภัยว่าต้องคำนึงถึงสองเรื่องสำคัญคือ “ต้องถวายความปลอดภัย และต้องถวายพระเกียรติ” ซึ่งฟังดูเผิน ๆ แล้วก็ไม่เห็นจะมีอะไร แต่ถ้าหากเอาสองประโยคนี้มาคิดใคร่ครวญแล้วถอดออกมาเป็นวิธีปฏิบัติ สองเรื่องนี้เป็นประเด็นที่แตกออกมาเป็นการปฏิบัติที่สอดคล้องกันได้ “ไม่ง่าย” เอาเสียเลย ….ก็นั่นแหละครับ จึงเป็นที่มาของการที่หน่วยงาน โดยเฉพาะหน่วยทหารตำรวจ ที่มีหน้าทีโดยตรง และเป็นนโยบายข้อที่ 1 ของหน่วยงาน จะต้องเร่งสร้่างแบบวิธีปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ผู้ปฏิบัติเกิดความชัดเจน และปฏิบัติด้วย “หัวใจแห่งความจงรักภักดี”….อย่างแท้จริง

    นโยบายตร.
    นโยบายตร.
    อบรมถปภ.มืออาชีพ
    อบรมถปภ.มืออาชีพ
  • นักเรียน…นักเลง

    นักเรียน…นักเลง

     

      

    นักเรียน-นักเลง ปัญหาโลกแตก ที่คนปลายทางอย่าง “ตำรวจ” คงต้องก้มหน้าก้มตารับรู้ รับแก้ รวมทั้งรับกรรม กับปัญหาเรื้อรังของสังคมนี้ต่อไป. ด้วยหวังว่าสักวัน. หน่วยงาน หลากหลาย เอกชนมากมาย ที่ชอบปรากฎต่อหน้าสื่อว่า รักเด็ก เป็นห่วงอนาคตเยาวชน จะออกมาร่วมรับผิดชอบต่อการแก้ปัญหานี้แบบคน “ต้นทาง” ของปัญหาเสียที…เอวัง!

    20121221-020201.jpg

    20121221-020919.jpg

     นักเรียน-นักเลง เดลินิวส์ 21 ธ.ค.55
    นักเรียน-นักเลง เดลินิวส์ 21 ธ.ค.55

     

    เดลินิวส์
    เดลินิวส์
  • เป็นพระต้องสวด…เป็นตำรวจต้อง ว.

    เป็นพระต้องสวด…เป็นตำรวจต้อง ว.

    ตรวจสน.ประเวศ-09-12-2555
    ตรวจสน.ประเวศ-09-12-2555

    วันอาทิตย์ที่ 9 ธ.ค.55…สี่ทุ่มกว่าแล้ว ผมกับ “นายอั้ม” พลขับคู่ใจ ขับรถตรวจตราการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจในสังกัด บก.น.4… นานมากแล้ว ที่ดึก ๆ วันอาทิตย์อย่างนี้ ผมไม่มีโอกาสมาทำงานบนท้องถนน ทำหน้าที่แบบคนที่เป็นตำรวจเค้าควรจะทำกัน นั่นคือการออกตรวจตรา… บรรยากาศเก่า ๆ เสียงวิทยุตำรวจออกอากาศเจื้อยแจ้ว การแจ้งปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ สน.ต่าง ๆ …แหม ฟังดูแล้วช่างเรียกบรรยากาศเก่า ๆ สมัยยังเป็นหนุ่ม ๆ ที่อยู่ในฐานะผู้ปฏิบัติมาได้ดีแท้ ๆ

    ผมนั่งตรวจเพลิน ๆ ในขณะเดียวกันก็ฟังวิทยุข่าย “เสรีไทย” ซึ่งเป็นเครือข่ายวิทยุสื่อสารของตำรวจ บก.น.4 ไปเพลิน ๆ จินตนาการภาพเก่า ๆ ในหัวสมองความจุ  200 กิกะไบต์ ก็ถูกรื้อฟื้นขึ้นมา แม้เวลาจะผ่านมานานแค่ไหน วัฒนธรรม แบบธรรมเนียม หรือจะเรียกว่าอะไรดี…วิถีปฏิบัติก็แล้วกัน ของคนนครบาลก็ยังไม่เคยเปลี่ยน นั่นก็คือการใช้ ว. หรือวิทยุสื่อสารในการ “ทำงาน” …เรียกว่าการประชาสัมพันธ์การทำงาน หรือว่าหากจะให้เหมาะกับกาละเทศะในยุคสมัยที่ผบ.ตร.ชื่อ “อดุลย์ แสงสิงแก้ว” ก็เรียกว่าการ IO (ไอโอ=IO=information operation) จะเหมาะสมกว่า..ฮา  !

    ตรวจ ว.43 สน.หัวหมาก 09-12-2555
    ตรวจ ว.43 สน.หัวหมาก 09-12-2555

    ผมชักนักสนุก จากเดิมที่แค่ฟังพอผ่าน ๆ หู ก็เปลี่ยนมาลองตั้งใจฟังดู …แหม พี่น้องครับ ถ้าไม่ได้เห็นกับตา ถ้าไม่ได้ยินกับหู ก็คงคิดว่า พี่น้องตำรวจนครบาล 4 ของผมทำงานกันแบบ “ไม่บันยะบันยัง” ทำงานกันแบบไม่มีเวลากินข้าว อาบน้ำ เข้าส้วมกันเลย เพราะไม่ว่าขยับกายไปที่ไหน เป็นต้องชักว.ออกมาประกาศก้องให้โลกได้รับรู้….ที่นี้พี่น้องหายข้องใจรึยังครับ ว่าทำไป ตำรวจเวลาไปไหนมาไหน ต้องพก ว. แล้วต้องเปิด ว.2 ว.3 ว.4 …ว.เด่นมาลา (อันนี้ไม่ใช้ครับ…เป็นร้านขายเครื่องหมายตำรวจ แถว ๆ เสาชิงช้า อิอิ) ให้ชาวบ้านชาวช่องเขาได้ยินไปทั่ว

    ผมจะลองยกตัวอย่าง “วิถีปฏิบัติ” เรื่องการ ว. ให้พี่น้องได้จินตนาการภาพตามไปได้…สมมติว่าผมกำลังขับรถไปทำงาน บนถนนรามคำแหง ผมก็จะชักว.ป่าวประกาศออกไปว่า ผมกำลัง ว.4 (แปลว่าออกปฏิบัติหน้าที่ ออกตรวจตรา) อยู่บนถนนรามคำแหง แล้วหากผมขับรถมาได้ซักพัก เกิดอยากแวะซื้ออะไรมากินเล่นในร้านสะดวกซื้อแถวนั้น ผมก็จะชักว.ขึ้นมาแล้วก็จะพ่นออกไปว่า ว.4 ร้่านเซเว่น สาขา….อะไรทำนองนี้  แล้วถ้าซักพัก ผมมาถึงที่ทำงาน คือบก.น.4 ผมก็จะชักว.ออกมาพ่น แล้วบอกว่า ผม ว.10 บก.น. 4 (แปลว่าผมมาอยู่ที่ทำงานแล้วนะ…! ) ซึ่งทุกครั้งที่ผมแจ้งไปที่ศูนย์วิทยุ ศูนย์ ฯ ก็จะแจ้งทวนข้อความที่ผมแจ้ง นั่นหมายความว่า พี่น้องที่กำลังเปิดวิทยุเครือข่ายนี้อยู่ ก็จะรู้ทันทีว่าผมกำลังทำอะไร อยู่ที่ไหน ยิ่งไปกว่านั้น ศูนย์วิทยุ ก็จะทวนข้อความซ้ำอีกครั้งไปยังศูนย์วิทยุ “ผ่านฟ้า” ซึ่งเป็นศูนย์วิทยุรวมข่าวใหญ่ของ บช.น.แล้วศูนย์ผ่านฟ้าเอง ก็จะทำการทวนข้อความที่ผมแจ้งมาอีกครั้ง คนที่ฟังเครือข่ายศูนย์วิทยุนี้อยู่ ซึ่งส่วนมากก็จะเป็นระดับผู้บังคับบัญชาของกองบัญชาการตำรวจนครบาล ก็จะได้รู้ได้เห็นทันที ว่าผมกำลังทำอะไรอยู่….หากเทียบกับการใช้เทคโนโลยีสมัยปัจจุบัน ก็คือการ  Update Status ใน facebook รึว่าการ check in ใน fouresquare ยังไงอย่างงั้นเลยหล่ะครับพี่น้อง

    ที่นี้พอจะจินตนาการได้รึยังหล่ะครับ ว่า “ตำรวจนครบาล” ทำไมถึงชอบ ว. กันนัก ก็อย่างที่บอกหล่ะครับ มันเป็นเครื่องมือ ไอโอ (IO) ชั้นยอด ที่คนโบราณเค้าใช้กันมาแต่ไหนแต่ไร บางช่วงบางขณะ ถึงขั้นเอามาตัดสินความ “ขยัน” กันเลยก็ว่าได้ นั่นก็คือ การนับจำนวนการ ว. ในรอบแต่ละเดือน ว่าใครมียอดการ ว. สูงสุด ก็จะได้รับคำชมเชยว่าเป็น “พ่อคนเก่ง คนขยัน” ไปซะ ผมซึ่งเหินห่างไปจากวัฒนธรรมการ ว. ซะนาน คงต้องปรับตัวปรับใจอีกซักพักหล่ะครับว่าชีวิตจะเอาไงดี ระหว่าง ทำตัว “แหกคอก” นั่นก็คือ จะใช้ ว.ก็ต่อเมื่อทำงานจริง ๆ หรือว่าแจ้งข้อความสำคัญจริง ๆ รึว่าจะทำตัวไหลไปตามกระแสตำรวจนครบาล นั่นก็คือการใช้ ว. ทุกขณะจิต

    ไงก็ตาม การมีเสียงว.คึกคักกันทั้งวี่ทั้งวัน บางแง่บางมุม ก็ถือเป็นจุดดีอยู่เหมือนกัน อย่างน้อยก็เป็นการ Build อารมณ์ ให้คนที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ได้ตื่นตัว คึกคักได้ตลอดเวลา จะจริงบ้าง เท็จบ้าง สตอร์เบอรี่บ้าง ก็ช่างมันเหอะครับ แต่ผมก็ยังเชื่อว่า คงไม่มีใครกล้าจะสตอร์เบอรี่กันทั้งร้อยเปอร์เซนต๋หรอกครับ จริงซักห้าสิบ เสมือนจริงซักห้าสิบ ก็ถือว่าพอไหวแล้วหล่ะครับ คิดซะว่า เป็นโฆษณาประกอบละครหลังข่าว ฟังก็เพลิน ๆ ดี แต่ที่แน่ ๆ เป็นการประกาศ Status ให้คนในเครือข่ายเค้ารู้ว่า…คิดอะไร ทำอะไรอยู่  ทันสมัยไม่เบาเลยนะครับ…ว่าแล้วผมก็ชัก ว. ออกมาพ่นบ้าง….นครบาล 4-3 (รหัสประจำตัวของกระพ้มเองครับ) ว.4 ถนนเสรีไทย (ผมกำลังออกจากที่ทำงานจะกลับบ้านครับ)…ฮา !

    ตรวจจุดตรวจโยธินพัฒนา 09-12-2555
    ตรวจจุดตรวจโยธินพัฒนา 09-12-2555