หมวดหมู่: My Police Diary

  • Police Cooperation in Taipei, Taiwan

    Police Cooperation in Taipei, Taiwan

    3-6 Sept, 2019, we, the representatives of Narcotics Suppression Bureau, attended in the conference hosted by Ministry of the Interior and the National Police Agency, Taiwan. At that time, I’d been assigned from my boss, Pol.Lt.Gen.Chinnapat Sarasin, to have 15 mins presenting about the drugs situation in Thailand. There are more than 30 countries of the attendances at this conference which made me feel so nervous. But finally I could pass this excited time. Thanks my boss for giving me this kind of valuable occasion. Next station, Tokyo Japan, Go !

  • โฆษกตำรวจกับสื่อสังคมออนไลน์

    โฆษกตำรวจกับสื่อสังคมออนไลน์

    SocialMediaForPoliceSpokePerson from Pol.Maj.Gen.Yingyos Thepjumnong PhD

    วันพุธที่ 7 สิงหาคม 2562 มีโอกาสมาสนทนาวิสาสะ กับตำรวจที่ทำหน้าที่ “โฆษก” จากหน่วยงานระดับกองบังคับการ และกองบัญชาการ ทั่วประเทศ ที่โรงแรม The Siamese Hotel Pattaya จัดโดยกองบัญชาการศึกษา

    หัวข้อที่นำมาพูดคุยกัน และจะนำไปสู่การทำ Work Shop เป็นประเด็นที่วันนี้ ถ้าคนเป็นโฆษก ไม่รู้จัก ไม่อยากยุ่ง ถือว่าหน้าที่โฆษก “บกพร่อง”

    งานนี้ ได้รับความอนุเคราะห์ จากสหายเก่า “ชีพธรรม คำวิเศษณ์” ผู้ที่ช่ำชอง คร่ำหวอดอยู่กับวงการสื่อสังคมออนไลน์ อุตส่าห์เสียสละเวลามาพูดคุยกับพวกเราในวันนี้ด้วย

    ขอบคุณที่ให้โอกาสพวกเราร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และแน่นอนพี่น้องประชาชน…ของพวกเรา

    ร้กนะ จุ๊บ ๆ

  • นักสืบกับสื่อมวลชนสัมพันธ์

    นักสืบกับสื่อมวลชนสัมพันธ์

    นักสืบกับสื่อมวลชนสัมพันธ์ from Pol.Maj.Gen.Yingyos Thepjumnong PhD

    วันพุธที่ 17 กรกฎาคม 2562 วันหยุดเข้าพรรษา แต่ภารกิจไม่หยุด ผมได้รับคำชักชวนจาก”พี่หนึ่ง” พ.ต.อ.เขมรินทร์ หัสศิริ รองผู้บังคับการอำนวยการ ตำรวจภูธรภาค 8 พี่ที่เป็นอดีตนักเรียนปกครอง สมัยผมเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ ให้มาคุยกับน้อง ๆ นักสืบระดับผู้กำกับการ และรองผู้กำกับการ ซึ่งมาเก็บตัวรับความรู้จากกูรูระดับโลก จากหน่วยงานสืบสวนระดับตำนาน FBI แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งความจริงเรื่องที่ผมมาพูดคุยกับน้อง ๆ นักสืบ อาจไม่อยู่ในหลักสูตรของ FBI โดยตรง แต่มันเป้นดั่ง “อาหารเสริม” ที่ผู้ดูแลหลักสูตรจัดมาให้นักเรียน ก็เลยจำเป็นต้องมานั่งคุยกันในภาคกลางคืน ของวันหยุด

    และเพื่ออำนวยความสะดวก กับน้อง ๆ ที่เข้ามาเรียนในหลักสูตรนี้ และเพื่อเป็นการลดการตัดไม้ทำลายป่า ไม่ต้องมานั่งจดเนื้อหาใส่กระดาษ…. 555 ก็เลยอยากจะอำนวยความสะดวกด้วยการนำสไลด์ประกอบการพูดคุยมาโพสต์ไว้ให้น้อง ๆ เผื่อว่าอาจจะนำไปใช้ประโยชน์ได้บ้าง

    ก็ขอเชิญบรรดาน้อง ๆ นักสืบนำความรู้ที่ได้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับงานในหน้าที่ด้วยนะครับ

    รักนะ จุ๊บ ๆ

    นักสืบกับสื่อมวลชนสัมพันธ์ from Pol.Maj.Gen.Yingyos Thepjumnong PhD

  • สื่อสังคมออนไลน์กับ การปฏิบัติการข่าวสาร สำหรับนักบริหาร

    สื่อสังคมออนไลน์กับ การปฏิบัติการข่าวสาร สำหรับนักบริหาร

    https://www.slideshare.net/yingyos/ss-139177963

    สไลด์ประกอบคำบรรยาย เรื่องสื่อสังคมออนไลน์กับการปฏิบัติการข่าวสารสำหรับผู้บริหาร หลักสูตรนักบริหารมหานคร รุ่นที่ 14 วันอังคารที่ 2 เมษายน 2562 ณ ห้องศูภมิตร โรงแรมรอยัลปริ๊นเซส หลานหลวง


  • สื่อสังคมออนไลน์กับสถานการณ์รอบไทย-สถานการณ์รอบโลก

    สื่อสังคมออนไลน์กับสถานการณ์รอบไทย-สถานการณ์รอบโลก

    หากย้อนหลังไปสัก 20 ปีที่แล้ว ช่วงเวลาแห่งการหาเสียงเป็นกอบโกยของธุรกิจสิ่งพิมพ์ ป้ายโฆษณาหาเสียง เครื่องเสียง รถขยายเสียง หรือหากยกระดับขึ้นมาสักหน่อย ก็คงเป็นพวกบริษัทออร์แกไนเซอร์….แต่ในวันนี้ ใครจะคิดว่า ธุรกิจที่ลืมตาอ้าปากได้จากการรณรงค์เลือกตั้ง จะต้องประสบปัญหาอย่างหนัก เนื่องจากผู้เล่นรายใหม่ ที่ชื่อ Social Media ได้เข้ามาทำหน้าที่นั้นเกือบจะทั้งหมดก็ว่าได้

    ในระดับอินเตอร์หน่อย สมัยอดีตประธานาธิบดีบารัคโอบามา การใช้ Twitter รณรงค์หาเสียง รวมทั้งการใช้ในการสื่อสารกับคนอเมริกันในขณะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ทำให้การรับรู้ถึงวิธีคิด รวมทั้งผลงานของท่านประธานาธิบดี ส่งตรงไปถึงมือประชาชนทั้งประเทศได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านระบบราชการ และแน่นอนความรวดเร็วในการสื่อสารโดยตรง บวกกับบุคลิกภายนอก เป็นคนหนุ่มที่ดูกระฉับกระเฉง ภาพโดยรวมของท่านประธานาธิบดีโอบามา จึงเป็นภาพของคนรุ่นใหม่ที่ดูทันสมัย ประเด็นใดที่จะเป็นประเด็นปัญหา ก็สามารถชี้แจงได้โดยตรง และในทางกลับกัน สามารถหยั่งรู้ถึงความรู้สึกนึกคิดของคนในสังคมได้โดยตรง ซึ่งความป๊อบปูล่าร์ ทันสมัย ดูเป็นกันเองเช่นนี้ จึงทำให้มีผู้ติดตามท่านประธานาธิบดีโอบามา ณ วันนี้มากกว่า 100 ล้านคน และดูจะเป็นนักการเมืองที่มีผู้ติดตามในทวิตเตอร์ มากที่สุดในโลกเสียด้วย

    มาที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริการคนปัจจุบัน นายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่หลายคนไม่นึกไม่ฝันว่านักการเมืองฝีปากกล้า แสดงออกหลาย ๆ เรื่องในลักษณะ “ขวานผ่าซาก” ว้นนี้จะได้รับเลือกจากคนอเมริกันให้มาทำหน้าที่ผู้นำประเทศกับเขาได้เหมือนกัน แน่นอนว่า การรณรงค์หาเสียงของคุณทรัมป์ คงไม่ได้เดินเคาะประตูบ้านเหมือนกับการเลือกตั้งส.ส.ในบ้านเรา การพบปะผู้คนตามเวทีดีเบตก็ตาม ตามเวทีปราศรัยใหญ่ของพรรคก็ตาม ซึ่งเป็นการรณรงค์แบบดั้งเดิมก็คงต้องเดินหน้าไป แต่การรณรงค์พูดนโยบายแบบถึงตัวคนอเมริกันโดยผ่าน ทวิตเตอร์ เป็นสิ่งที่คุณทรัมป์ แกมีความชำนาญไม่น้อยไปกว่านักการเมืองคนใดในโลกเหมือนกัน และเพราะความที่แกเป็นนักการตลาดระดับหมื่นล้านมาก่อน มีหรือว่ากลยุทธ์ในการสรรหาข้อความ สรรหาภาพที่กระแทกใจคน จะน้อยหน้าคนอื่น ๆ และการทวีตของแกก็ใช่ว่าจะจบแค่เรื่องการรณรงค์หาเสียง การใช้ชีวิตประจำวันของแก ไม่ว่าจะเรื่องอะไร สังคมโลกเป็นต้องเห็นความเคลื่อนไหวของแกผ่านสื่อสัญลักษณ์นกสีฟ้านามทวิตเตอร์ กระทั่งเรื่องราวที่ค่อนข้างจริงจัง อย่างนโยบายต่างประเทศ บางครั้งก็ยังถูกคุณทรัมป์ ระบายลงไปผ่านทวิตเตอร์ ด้วยตัวแกเองไม่ต้องผ่านคณะทำงานกลั่นกรองข้อมูลให้เมื่อย ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เสมือนความจริงใจของท่านประธานาธิบดีในทุกเรื่อง ที่ส่งตรงถึงมือประชาชน ผ่านทวิตเตอร์ ซึ่งระดับเศรษฐีที่ประสบความสำเร็จทางธุรกิจอย่างแก คงคิดดีแล้วแหละครับ ว่าทำอย่างนี้มันกระแทกใจประชาชนดี

    และถึงแม้ว่า ยอดคนติดตามคุณทรัมป์ในทวิตเตอร์ จะมีมากไม่เท่ากับโอบาม่า แต่กับจำนวน 50 กว่าล้านผู้ติดตาม ซึ่งไม่ใช่น้อยเลยสำหรับนักการเมืองอายุอานามเกิน 60 อย่างทรัมป์ ก็ถือได้ว่าไม่ธรรมดา

    กลับมาที่เมืองไทยบ้าง ถึงแม้ว่าเพิ่งผ่านสงครามการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งกันมา และจะยังมีทีท่าทะเลาะกันไม่เลิก ซึ่งก็คงต้องปล่อยไปตามเวรตามกรรมของคนในประเทศต่อไป ที่ไม่รู้ว่าจะหันหน้าไปพึ่งใคร เพราะต่างเป็นคนเก่ง คนดี คนรักชาติด้วยกันทั้งน้านนนน….เรามาพูดเรื่องของเราดีกว่า การเลือกตั้งที่ผ่านมา แม้ว่าสื่อสังคมออนไลน์ที่ชื่อว่าทวิตเตอร์ จะยังมีการใช้อยู่ในวงจำกัด เนื่องจากยุทธศาสตร์ในการใช้สื่อชนิดนี้ ยังไม่ค่อยมีความชัดเจน ประกอบกับความคุ้นเคยกับเฟซบุ๊ค ที่ครองตลาดเมืองไทยมานานกว่า และโดยที่กรุงเทพมหานครถูกขนานนามให้เป็น “เมืองหลวงของเฟซบุ๊ค” ด้วยเป็นเมืองที่มีสถิติผู้ใช้มากที่สุดในโลก ก็เลยทำให้การใช้เฟซบุ๊คในการรณรงค์ทางการเมือง รวมทั้งสื่อยอดนิยมในเมืองไทยตัวอื่น เช่นยูทูป หรือไลน์ ยังคงเป็นที่นิยมมากกว่า

    อย่างไรก็ตาม ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ซึ่งสื่อสังคมออนไลน์คงทำหน้าที่ได้เข้มข้นขึ้น และการกำหนดยุทธศาสตร์ การใช้สื่อชนิดนี้น่าจะมีความชัดเจนขึ้น ถูกกาละเทศะมากขึ้นแล้ว ทวิตเตอร์ น่าจะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือที่เหมาะสมในบางสถานการณ์ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งหากเปรียบทวิตเตอร์ ก็น่าจะเป็นสื่อที่ทำหน้าที่คล้ายกับเครื่องบินรบ ที่มีวิถีการยิงที่เร็ว แรง และแม่นยำกับเป้าหมาย ภารกิจสำคัญบางอย่างที่อยากให้ได้ผลตอบรับหรือการรับรู้ที่เร็วและแรง ทวิตเตอร์น่าจะทำหน้าที่ของมันได้ดีกว่า แต่หากต้องการผลแบบซึมลึกไม่รีบร้อน แต่ได้ปริมาณในวงกว้าง เฟซบุ๊ค หรือยูทูป ก็คงต้องรับหน้าที่เช่นนี้ต่อไป เป็นต้น

    บทสรุปในเรื่องนี้ก็คือ ประเทศเราก็คงหนีไม่พ้นกับการเปลี่ยนวิธีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารโดยใช้เครื่องมือที่ชื่อ Social Media ซึ่งความสำเร็จในหลาย ๆ ด้านไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ การค้า การบันเทิง สังคม และโดยเฉพาะการเมือง ก็มีให้เห็นในหลายประเทศมาแล้ว และแนวโน้มลักษณะนี้ ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศเปิด ทั้งเปิดรับเทคโนโลยี ความก้าวหน้าแบบเต็มรูปแบบ แบบไร้ขีดจำกัดเช่นนี้ มันก็คงหลีกไม่พ้น เหมือนอย่างหลาย ๆ ปรากฎการณ์ที่ผ่านมา ปัญหาอยู่ที่ว่า เราจะเตรียมตัวใช้ปรากฎการณ์ทางสื่อแบบนี้แบบผู้ชนะ ที่สามารถควบคุมสื่อและใช้ประโยชน์มันได้อย่างเต็มที่ หรือจะเป็นเพียงผู้เสพ ที่ทำหน้าที่นำเข้าข้อมูลเพื่อความบันเทิง เพื่อความสะใจ หรือเพื่อสร้างความแตกแยกในบ้านเมืองต่อไป….ลองตรองดูเถิด

  • ประเทศไทย ณ พ.ศ.2562 กับการใช้สื่อสังคม ออนไลน์ (Social Media)

    ประเทศไทย ณ พ.ศ.2562 กับการใช้สื่อสังคม ออนไลน์ (Social Media)

    ประเทศไทย 25 มีนาคม 2562 ผ่านพ้นวันเลือกตั้งทั่วไปมา 1 วัน หลังจากอัดอั้นตันใจมาเกือบ 8 ปี…อนิจจา เด็กสิบขวบในวันนั้น ที่ยังไม่รู้ประสีประสา ในวันที่น้ำท่วมกรุงเทพ ฯ​ครั้งใหญ่ ใครเป็นใครก็คงยังไม่มีโอกาสรู้จัก ถ้าจะมีภาพจำบ้างบางส่วน ก็น่าจะยังได้เห็นผู้หญิงวัยกลางคนกว่า ๆ หน้าตาสะสวย กับชายหนุ่มวัยใกล้เกษียณ แต่ยังดูกระฉับกระเฉง แต่งกายคล้ายทหาร ยืนทำสีหน้าคล้ายกับเป็นทุกข์ร้อน อยู่บนท้ายกระบะรถขนส่งแบบทหาร แล้วค่อย ๆ เคลื่อนที่ฝ่ากระแสน้ำ เข้าไปแจกข้าวของ ถุงยังชีพ ให้กำลังใจพี่น้องประชาชนสองข้างทางที่กำลังสาปแช่งภัยธรรมชาติที่มาเยือนโดยมิได้เชื้อเชิญ

    ภาพที่เห็น หากไม่ต้องมีคำบรรยาย การตีความตามภาพที่ถูกเผยแพร่ออกมาทางสื่อ น่าจะตีความ หญิงสาวหน้าตาสะสวยนางนั้น กับชายฉะกรรจ์มาดสุภาพบุรุษในชุดเขียวน่าจะมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ช่วยกันคนละไม้คนละมือ ช่วยเหลือประชาชนที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก และแน่นอน ภาพดังว่าเป็นการทำงานร่วมกันในภารกิจแรก ๆ ของการก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย แบบงง ๆ จะตั้งใจหรือเปล่าหรือมีคนจัดสรรให้ไม่ทราบแน่ แต่ที่แน่ ๆ ภาพ ๆ เดียวที่ถูกตีความในการทำงานอย่างขะมักขะเม้นกับท่านผู้นำกองทัพ ทำเอากองเชียร์ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก มั่นใจได้เลยว่าการบ้านการเมืองช่วงต่อจากนั้นจะต้องสงบเรียบร้อย และเกิดความร่วมมือที่ดีระหว่างการเมืองกับกองทัพ ซึ่งจากประวัติศาสตร์ความเป็นชาติไทย หากทั้งสองส่วนเข้ากันไม่ได้เหมือนน้ำกับน้ำมันบ้านเมืองคงไม่ราบรื่นเป็นแน่

    วันชื่น คืนสุข….555

    จากบทเรียนข้างต้น เพียงแค่ภาพ ๆ เดียวก็อาจทำให้มูลค่าซื้อขายในตลาดหุ้น พุ่งขึ้นกระฉูดแบบที่นักลงทุนในหลายประเทศก็คงรู้สึก งง ๆ กับปรากฏการณ์เช่นนี้ แต่สำหรับสยามประเทศ มันเป็นปรากฎการณ์ที่คนในประเทศเข้าใจได้ ว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งภาพลักษณะดังว่า หากย้อนหลังไปสัก 20 ปี ในวันที่อินเตอร์เน็ต ยังคงเป็นเครื่องมือของคนกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มเดียว อาการกระเพื่อมไหวจากการเสพภาพก็คงยังไม่เกิดผลกระทบอะไรมากนัก แต่สิบปีให้หลังมานี้ ในวันที่อินเตอร์เน็ต เปรียบเสมือนโครงสร้างพื้นฐานของคนในประเทศ และโทรศัพท์มือถือ เป็นอุปกรณ์เสมือนปัจจัยที่หก ที่ไม่ว่าคนจะยากดีมีจน มีสิทธิ์เข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ไม่แพ้กัน และดูจะเป็นเครื่องมือแสดงความเท่าเทียมของการเข้าถึงข้อมูลของพลเมืองโลกอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ อาการสั่นสะเทือนจากการเสพภาพเพียงภาพเดียวจึงทำให้เกิดผลกระทบได้อย่างที่คนในอดีตไม่เคยสัมผัสมาก่อน

    มาถึงวันนี้ เรื่องส่วนตัวของศิลปินนักร้องบางคน ที่จะว่าไปแล้วไม่ได้พิสดาลพันลึกเกินเลยไปกว่านิยายปรำปราเรื่องขุนช้างขุนแผน แต่กลับมีคนเข้าไปเสพ เข้าไปวิพากษ์วิจารณ์ ซ้ำร้ายสถานีโทรทัศน์แทบทุกช่อง วิทยุทุกคลื่น ที่ถือกันว่าเป็น “สื่อแบบดั้งเดิม” ก็ยังเอาข่าวในโลกออนไลน์มาต่อยอด มาวิพากษ์วิจารณ์กันไม่นอยไปกว่าเรื่องนาฬิกาการเมือง 

    เรื่องของคุณป๊อบ ปองกูล หรือที่ฉายาว่า “ป๊อบโลกสองใบ” เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในทุกช่องทางของสื่อกระแสหลัก ทั้งทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ ซึ่งแหล่งข่าวที่สื่อกระแสหลักเหล่านั้นนำมารายงาน รวมทั้งวิพากษ์วิจารณ์ต่อ ก็ไม่ได้มาจากแหล่งข่าวปฐมภูมิ หากแต่เป็นแหล่งข่าวที่มาจากสื่อสังคมออนไลน์เกือบจะทั้งหมด การพาดหัวข่าว หรือการอ่านเปิดหัวของผู้ดำเนินรายการต่างขึ้นต้นด้วยความรู้สึก หรือการวิพากษ์สถานการณ์ของ “ชาวเน็ต”

    ชาวเน็ต….ยุ่งอะไรกับชีวิตชาวบ้านเค้าเนี่ย

    “ชาวเน็ต”….คนพวกนี้เป็นใครกันแน่ เหตุใดจึงมีอิทธิพลต่อความคิดความอ่านของคนในประเทศ รวมทั้งสื่อกระแสหลักจนเข้ามากินพื้นที่ข่าวการเมืองซึ่งอยู่ระหว่างช่วงชุลมุน เตรียมการเลือกตั้งกันอยู่ แต่ความคิดเห็นของ “ชาวเน็ต”กลับมีพลังมากกว่าเรื่องสำคัญของบ้านเมือง จนถูกนำมาวิพากษ์วิจารณ์กันในสื่อทุกแขนง….ใช่แล้วครับ เรากำลังอยู่ในยุคที่ทุกคนไม่ว่าจะยากดีมีจน อาชีพไม่เกี่ยว การศึกษาไม่เกี่ยง แต่มีพื้นที่แสดงออก รวมทั้งพื้นที่รับสารอย่างเท่าเทียมกัน มันเป็นการแสดงออกทางประชาธิปไตยแบบเป็นรูปธรรมที่สุดตั้งแต่กำเนิดมนุษยชาติมา

    ยิ่งไปกว่านั้น นอกจากการมีพื่นที่ในการ “ปล่อยของ” แบบเท่าเทียมกันแล้ว ในทางกลับกัน พื้นที่ “รับสาร” ก็มีความเท่าเทียมไม่แพ้กัน เพียงแต่มีเครื่องมือสื่อสารที่เรียกว่า “สมาร์ทโฟน” ที่สามารถเข้าถึงสัญญาณอินเตอน์เน็ตได้ บรรดาข่าวสาร ไม่ว่าข่าวสารที่เป็นความรู้ ความบันเทิง ความเคลื่อนไหวในบ้านเมือง หรือรอบโลก ก็สามารถดึงมาอยู่ในมือเจ้าของเครื่อง “สมาร์ทโฟน” ได้ทุกที่ ทุกเวลา

    พลเมืองบนโลกใบใหม่ที่ไม่ต้องปรากฎสัญชาติ ไม่ต้องแสดงตัวตน แต่เสียงดังให้คนหวั่นไหวได้

    และถึงตรงนี้อาจสรุปได้ว่า ศควรรษนี้ ได้เปลี่ยน “ระบบนิเวศน์ในการรับรู้ข่าวสารของผู้คนในโลกไปอย่างสิ้นเชิง”  เครือข่ายที่เรียกว่าอินเตอร์เน็ต นอกจากเปลี่ยนวิถีของผู้คนในการสื่อสาร การเชื่อมโยงข้อมูล หรือแม้กระทั่งการทำมาค้าขายแล้ว ยังทำให้ผู้คนบนโลกสามารถเป็นทั้งผู้ส่งสาร ที่ทำหน้าที่ได้ไม่แพ้สถานีโทรทัศน์ วิทยุ หรือสำนักพิมพ์ ได้ไม่แพ้กัน หากเนื้อหาน่าสนใจ และขณะเดียวกัน 

    หากอยากรู้ อยากเรียน หรือมากไปกว่านั้น อยาก “เสือ….” เรื่องอะไร ความรู้บนโลกออนไลน์ ก็มีประเคนให้ไม่เลือกสถานที่ และวันเวลาเช่นกันหากอยากรู้ อยากเรียน หรือมากไปกว่านั้น อยาก “เสือ….” เรื่องอะไร ความรู้บนโลกออนไลน์ ก็มีประเคนให้ไม่เลือกสถานที่ และวันเวลาเช่นกัน

    ปรากฎการณ์นี้ บอกอะไรกับเรา….เรากำลังอยู่บนโลกที่สถานีโทรทัศน์ สถานีข่าว สำนักพิมพ์ สถานีวิทยุ สามารถเกิดขึ้นได้พร้อม ๆ กัน แบบที่เจ้าของสถานีไม่ต้องสอบใบผู้ประกาศ ไม่ต้องลงทุนด้วยเงินลงทุนหลักหลาย ๆ ล้าน ไม่ต้องมีรถถ่ายทอดสด และที่สำคัญ “ไม่มีความจำเป็นต้องตรวจสอบความถูกต้องของข่าว” แต่สามารถสรรหาอะไรบนโลกมายัดเยียดให้กับคนบนโลกใบนี้ได้แบบพร้อม ๆ กันคราวละหลายล้านช่องสถานีข่าว และในทางกลับกัน เราสามารถหาความรู้บนโลกใบนี้ได้ โดยไม่ต้องสอบเข้าโรงเรียน ไม่ต้องเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัย จากแหล่งความรู้ทั่วโลกได้พร้อม ๆ กันหลายล้านแหล่ง…ซึ่งบทสรุปที่ว่านี้ จะเป็นกุญแจสำคัญไปสู่การใช้เครื่องมือที่ชื่อว่า “สื่อสังคมออนไลน์” (Social Media) ในการดำเนินการปฏิบัติการพิเศษบางอย่างที่ถูกเรียกว่า “ปฏิบ้ติการข่าวสาร” หรือ ไอโอ ที่มาจากคำภาษาอังกฤษว่า Information Operations ซึ่งก่อนจะไปถึงเรื่องนี้ ผมขอพามารู้จักของประสิทธิภาพ การทะลุทะลวงข้อมูลของเครื่องมือที่ชื่อว่า สื่อสังคมออนไลน์อีกสักสองสามตอน…แล้วเจอกันนะขอร้าบบบบ