ป้ายกำกับ: ตำรวจ

  • เป็นพระต้องสวด…เป็นตำรวจต้อง ว.

    เป็นพระต้องสวด…เป็นตำรวจต้อง ว.

    ตรวจสน.ประเวศ-09-12-2555
    ตรวจสน.ประเวศ-09-12-2555

    วันอาทิตย์ที่ 9 ธ.ค.55…สี่ทุ่มกว่าแล้ว ผมกับ “นายอั้ม” พลขับคู่ใจ ขับรถตรวจตราการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจในสังกัด บก.น.4… นานมากแล้ว ที่ดึก ๆ วันอาทิตย์อย่างนี้ ผมไม่มีโอกาสมาทำงานบนท้องถนน ทำหน้าที่แบบคนที่เป็นตำรวจเค้าควรจะทำกัน นั่นคือการออกตรวจตรา… บรรยากาศเก่า ๆ เสียงวิทยุตำรวจออกอากาศเจื้อยแจ้ว การแจ้งปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ สน.ต่าง ๆ …แหม ฟังดูแล้วช่างเรียกบรรยากาศเก่า ๆ สมัยยังเป็นหนุ่ม ๆ ที่อยู่ในฐานะผู้ปฏิบัติมาได้ดีแท้ ๆ

    ผมนั่งตรวจเพลิน ๆ ในขณะเดียวกันก็ฟังวิทยุข่าย “เสรีไทย” ซึ่งเป็นเครือข่ายวิทยุสื่อสารของตำรวจ บก.น.4 ไปเพลิน ๆ จินตนาการภาพเก่า ๆ ในหัวสมองความจุ  200 กิกะไบต์ ก็ถูกรื้อฟื้นขึ้นมา แม้เวลาจะผ่านมานานแค่ไหน วัฒนธรรม แบบธรรมเนียม หรือจะเรียกว่าอะไรดี…วิถีปฏิบัติก็แล้วกัน ของคนนครบาลก็ยังไม่เคยเปลี่ยน นั่นก็คือการใช้ ว. หรือวิทยุสื่อสารในการ “ทำงาน” …เรียกว่าการประชาสัมพันธ์การทำงาน หรือว่าหากจะให้เหมาะกับกาละเทศะในยุคสมัยที่ผบ.ตร.ชื่อ “อดุลย์ แสงสิงแก้ว” ก็เรียกว่าการ IO (ไอโอ=IO=information operation) จะเหมาะสมกว่า..ฮา  !

    ตรวจ ว.43 สน.หัวหมาก 09-12-2555
    ตรวจ ว.43 สน.หัวหมาก 09-12-2555

    ผมชักนักสนุก จากเดิมที่แค่ฟังพอผ่าน ๆ หู ก็เปลี่ยนมาลองตั้งใจฟังดู …แหม พี่น้องครับ ถ้าไม่ได้เห็นกับตา ถ้าไม่ได้ยินกับหู ก็คงคิดว่า พี่น้องตำรวจนครบาล 4 ของผมทำงานกันแบบ “ไม่บันยะบันยัง” ทำงานกันแบบไม่มีเวลากินข้าว อาบน้ำ เข้าส้วมกันเลย เพราะไม่ว่าขยับกายไปที่ไหน เป็นต้องชักว.ออกมาประกาศก้องให้โลกได้รับรู้….ที่นี้พี่น้องหายข้องใจรึยังครับ ว่าทำไป ตำรวจเวลาไปไหนมาไหน ต้องพก ว. แล้วต้องเปิด ว.2 ว.3 ว.4 …ว.เด่นมาลา (อันนี้ไม่ใช้ครับ…เป็นร้านขายเครื่องหมายตำรวจ แถว ๆ เสาชิงช้า อิอิ) ให้ชาวบ้านชาวช่องเขาได้ยินไปทั่ว

    ผมจะลองยกตัวอย่าง “วิถีปฏิบัติ” เรื่องการ ว. ให้พี่น้องได้จินตนาการภาพตามไปได้…สมมติว่าผมกำลังขับรถไปทำงาน บนถนนรามคำแหง ผมก็จะชักว.ป่าวประกาศออกไปว่า ผมกำลัง ว.4 (แปลว่าออกปฏิบัติหน้าที่ ออกตรวจตรา) อยู่บนถนนรามคำแหง แล้วหากผมขับรถมาได้ซักพัก เกิดอยากแวะซื้ออะไรมากินเล่นในร้านสะดวกซื้อแถวนั้น ผมก็จะชักว.ขึ้นมาแล้วก็จะพ่นออกไปว่า ว.4 ร้่านเซเว่น สาขา….อะไรทำนองนี้  แล้วถ้าซักพัก ผมมาถึงที่ทำงาน คือบก.น.4 ผมก็จะชักว.ออกมาพ่น แล้วบอกว่า ผม ว.10 บก.น. 4 (แปลว่าผมมาอยู่ที่ทำงานแล้วนะ…! ) ซึ่งทุกครั้งที่ผมแจ้งไปที่ศูนย์วิทยุ ศูนย์ ฯ ก็จะแจ้งทวนข้อความที่ผมแจ้ง นั่นหมายความว่า พี่น้องที่กำลังเปิดวิทยุเครือข่ายนี้อยู่ ก็จะรู้ทันทีว่าผมกำลังทำอะไร อยู่ที่ไหน ยิ่งไปกว่านั้น ศูนย์วิทยุ ก็จะทวนข้อความซ้ำอีกครั้งไปยังศูนย์วิทยุ “ผ่านฟ้า” ซึ่งเป็นศูนย์วิทยุรวมข่าวใหญ่ของ บช.น.แล้วศูนย์ผ่านฟ้าเอง ก็จะทำการทวนข้อความที่ผมแจ้งมาอีกครั้ง คนที่ฟังเครือข่ายศูนย์วิทยุนี้อยู่ ซึ่งส่วนมากก็จะเป็นระดับผู้บังคับบัญชาของกองบัญชาการตำรวจนครบาล ก็จะได้รู้ได้เห็นทันที ว่าผมกำลังทำอะไรอยู่….หากเทียบกับการใช้เทคโนโลยีสมัยปัจจุบัน ก็คือการ  Update Status ใน facebook รึว่าการ check in ใน fouresquare ยังไงอย่างงั้นเลยหล่ะครับพี่น้อง

    ที่นี้พอจะจินตนาการได้รึยังหล่ะครับ ว่า “ตำรวจนครบาล” ทำไมถึงชอบ ว. กันนัก ก็อย่างที่บอกหล่ะครับ มันเป็นเครื่องมือ ไอโอ (IO) ชั้นยอด ที่คนโบราณเค้าใช้กันมาแต่ไหนแต่ไร บางช่วงบางขณะ ถึงขั้นเอามาตัดสินความ “ขยัน” กันเลยก็ว่าได้ นั่นก็คือ การนับจำนวนการ ว. ในรอบแต่ละเดือน ว่าใครมียอดการ ว. สูงสุด ก็จะได้รับคำชมเชยว่าเป็น “พ่อคนเก่ง คนขยัน” ไปซะ ผมซึ่งเหินห่างไปจากวัฒนธรรมการ ว. ซะนาน คงต้องปรับตัวปรับใจอีกซักพักหล่ะครับว่าชีวิตจะเอาไงดี ระหว่าง ทำตัว “แหกคอก” นั่นก็คือ จะใช้ ว.ก็ต่อเมื่อทำงานจริง ๆ หรือว่าแจ้งข้อความสำคัญจริง ๆ รึว่าจะทำตัวไหลไปตามกระแสตำรวจนครบาล นั่นก็คือการใช้ ว. ทุกขณะจิต

    ไงก็ตาม การมีเสียงว.คึกคักกันทั้งวี่ทั้งวัน บางแง่บางมุม ก็ถือเป็นจุดดีอยู่เหมือนกัน อย่างน้อยก็เป็นการ Build อารมณ์ ให้คนที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ได้ตื่นตัว คึกคักได้ตลอดเวลา จะจริงบ้าง เท็จบ้าง สตอร์เบอรี่บ้าง ก็ช่างมันเหอะครับ แต่ผมก็ยังเชื่อว่า คงไม่มีใครกล้าจะสตอร์เบอรี่กันทั้งร้อยเปอร์เซนต๋หรอกครับ จริงซักห้าสิบ เสมือนจริงซักห้าสิบ ก็ถือว่าพอไหวแล้วหล่ะครับ คิดซะว่า เป็นโฆษณาประกอบละครหลังข่าว ฟังก็เพลิน ๆ ดี แต่ที่แน่ ๆ เป็นการประกาศ Status ให้คนในเครือข่ายเค้ารู้ว่า…คิดอะไร ทำอะไรอยู่  ทันสมัยไม่เบาเลยนะครับ…ว่าแล้วผมก็ชัก ว. ออกมาพ่นบ้าง….นครบาล 4-3 (รหัสประจำตัวของกระพ้มเองครับ) ว.4 ถนนเสรีไทย (ผมกำลังออกจากที่ทำงานจะกลับบ้านครับ)…ฮา !

    ตรวจจุดตรวจโยธินพัฒนา 09-12-2555
    ตรวจจุดตรวจโยธินพัฒนา 09-12-2555
  • โรงเรียนนายร้อยตำรวจ…แห่งประเทศไทย (1)

    โรงเรียนนายร้อยตำรวจ…แห่งประเทศไทย (1)

    เค้าว่ากันว่า คนที่เริ่มแก่ จะเริ่ม “รื้อฟื้น” ความทรงจำเก่า ๆ เท่านั้นยังไม่พอ รื้อฟื้นแล้วก็ไม่อยากเก็บเอาไว้ในใจคนเดียว กลับอยากที่จะเอามาเล่าให้คนรอบข้าง ให้ลูกหลาน หรือแม้กระทั่งเพื่อนฝูงคนรุ่นราวคราวเดียวกัน ได้เห็นภาพจำในอดีต นัยว่าพฤติกรรมดังกล่าว สามารถ “สร้างสุข” เล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับชีวิตที่เดินทางมาแสนไกลได้

    วันนี้ ผมก็เลยอยากจะทำหน้าที่ คนที่เดินทางผ่านมาครึ่งค่อนชีิวิต ค้นหาประวัติ ค้นหาปูมของสถาบันการศึกษาที่สร้างให้ผมได้มีวันนี้ สถาบันการศึกษาที่เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างประวัติศาสตร์ที่สำคัญ รวมทั้งบุคคลที่สำคัญของชาติ

    หลาย ๆ ครั้ง เวลามีวิกฤติการเกี่ยวกับคนใน “แวดวงสีกากี” สถาบันที่ชื่อว่า “โรงเรียนนายร้อยตำรวจ” หรือที่ชาวบ้านทั่วไปมักเรียกเป็นชื่อเล่นๆ จนติดปากว่า “โรงเรียนนายร้อยสามพราน” มักถูกลากออกมา “ขึงพืด” และถูกวิพากษ์โดย “ใครก็ไม่รู้” ที่อาจจะรู้จักสถาบันแห่งนี้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง ครึ่งๆ กลาง ๆ บ้าง แต่ก็ทำหน้าที่ “อวดรู้” ทำให้ความเป็นสถาบัน ได้รับความเสียหาย …ครับ ตัวสถาบัน ตัวอาคาร หรือแม้แต่ตำหรับตำรา ครูบาอาจารย์ ล้วนปลูกฝังค่านิยม ในการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฏร์ ที่ดี แต่การจะเป็นคนดี หรือคนชั่ว เมื่อจบการศึกษาออกไปนั้น คงแล้วแต่เวรแต่กรรม แล้วแต่การกระทำของตนมากกว่าที่จะไปโยนความผิดให้สถาบัน

    เอาหล่ะครับ วันนี้ผมไม่ได้มาทำหน้าที่เป็น “คนแก่” ที่จะแค่ขุดคุ้ยประวัติสถาบันมาเล่าเพียงเพื่อให้ “มันปาก” ไปวัน ๆ แต่ผมกำลังทำสิ่งที่เรียกว่า “การค้นหาร่องรอยเพื่อปลุกเร้าอุดมการณ์”….ผมเชื่อครับว่า การที่เรารู้จักปูมประวัติของเราเอง การที่เราซึมซับที่มาที่ไปของสถาบันที่สร้างพวกเรามา จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการปลุกเร้าอุดมการณ์ของการเป็น “ผู้พิทักษ์สันติราษฏร์” ….ผมก็เลยเอาบทความที่เขียนโดยท่าน พล.ต.จ.มงคล จีระเศรษฐ…ผมเขียนไม่ผิดหรอกครับ พล.ต.จ. อ่านว่าพลตำรวจจัตวา ซึ่งปัจจุบันก็คือ พันตำรวจเอกพิเศษนั่นแหละครับ …ท่านได้เขียนไว้ในวารสารตำรวจ ฉบับวันตำรวจ ปี พ.ศ.2499 ซึ่งเป็นปีที่กรมตำรวจมีอธิบดีกรมตำรวจที่ชื่อ “พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์”

    บทความที่ผมเอามาลง เป็นแค่บางส่วนของบทความที่ชื่อ “โรงเรียนนายร้อยตำรวจแห่งประเทศไทย” ซึ่งมีความยาวหลายสิบหน้า แล้วไง ผมจะขวนขวายเอามาลงให้อ่านกันเพ่ิมเติมในโอกาสต่อไปนะครับ  สำหรับวันนี้ขอเชิญท่านที่เป็นตำรวจ ไม่ใช่ตำรวจ จะเกลียดตำรวจ จะรักตำรวจ ก็ขอเชิญหาความสำเริงสำราญกับบทความที่ผมตัดลอกมานำเสนอในวันนี้ เผื่อว่า….พวกเราจะได้มีความเข้าใจในความเป็นมาเป็นไปของ “ตำรวจไทย” มากขึ้น…เรียนเชิญขอรับ

    เอาหล่ะครับ..วันนี้คงพอหอมปากหอมคอแค่นี้ก่อน แต่ก่อนจากกัน ผมอยากฝากเพลงให้ฟังซะหน่อยครับ เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศของปูมประวัติโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ก็คงจะเป็นเพลงอื่นไปไม่ได้หรอกครับ นอกจากเพลง “สามพราน” เพลงนี้ เป็นเสมือนเพลงสัญญลักษณ์ของโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ประพันธ์ทำนองโดยศิลปินแห่งชาติ ครูเอื้อ สุนทรสนาน และประพันธ์คำร้องโดยครูศรีสวัสดิ์ พิจิตรวรการ ซึ่งในเวอร์ชั่นที่ผมจะนำมาเสนอให้ฟังกันนี้ สมัยผมเป็นผู้กำกับอยู่ที่ฝ่ายดนตรี กองสวัสดิการ (ดุริยางค์ตำรวจ) ผมได้ให้ลูกน้องเรียบเรียงเสียงประสานขึ้นมาใหม่ และนำออกบันทึกเทปในรายการดนตรีกวีศิลป์ เนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2552 …ในคลิปด้านล่างนี้ผมจะมีแถมให้อีกเพลงครับ ชื่อเพลง “มีแต่เราเฝ้าถนน” ประพันธ์คำร้องโดยอดีตอธิบดีกรมตำรวจ พล.ต.อ.พจน์ บุณยะจินดา…แต่หากมีบทสัมภาษณ์กระผมติดไปบ้าง ก็ทน ๆ ดูกันหน่อยแล้วกันนะครับ บังเอิญเป็นคลิปที่ติดมาทั้งพวง จากรายการดนตรี กวี ศิลป์ ทางสถานี Thai PBS เค้าหน่ะครับ…อิอิ

  • มาร์ชพิทักษ์สันติราษฏร์

    มาร์ชพิทักษ์สันติราษฏร์

    เกียรติตำรวจของไทย เกียรติวินัยกล้าหาญมั่นคง…..ท่อนหนึ่งของเพลงที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “มาร์ชพิทักษ์สันติราษฏร์” ที่คนทั่วไปมักจะเรียกกันติดปาก จนกลายเป็นชื่อจริงของเพลงนี้ไปแล้วว่า “มาร์ชตำรวจ”

    แต่จะมีซักกี่คนที่จะรู้ที่มาที่ไปของเพลงนี้ ว่าใครกันหนอ ช่างบรรจงแต่งเนื้อเพลง ใครกันหนอช่างเข้าใจแต่งทำนอง จนเรียกได้ว่า เพลงนี้เป็นอีกหนึ่งเพลงอมตะของฟ้าเมืองไทย ซึ่งไม่ว่าจะตำรวจ หรือไม่ตำรวจก็ต้องรู้จัก ต้องร้องได้ หรือพอจะร้องเพลงนี้ได้บ้าง

    บางคนบอกว่า เพลงนี้น่าจะแต่งขึ้นในสมัยที่เรามีผบ.ตร.ชื่อ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก เนื่องจากในเนื้อเพลง หากลองสังเกตดูดี ๆ จะมีคำว่า “ประชา” เยอะมาก….เช่น …เข้าประจันเหล่าร้ายเพื่อ”ประชา” , ….เพื่อให้”ประชา” ดำรงสุขสถาพรชัย,…ช่วย”ประชา” ไม่ว่าหนไหน,…เราอยู่ไหน”ประชา”อุ่นใจทั่วกัน,…แล้วงี้จะไม่ให้เชื่อได้ไงว่าเพลงนี้แต่งสมัยผบ.ตร.ชื่อ พล.ต.อ.ประชา ฯ….(ฮา !)

    วันนี้ผมมีโอกาสไปขุดค้นร่องรอยประวัติศาสตร์ และได้ร่วมวงสนทนาคุยกับท่าน ศาสตราจารย์“วิกิพีเดีย” ซึ่งในโลกใบนี้ ท่านอาจารย์วิกิ นี่แหละ ที่ทำหน้าที่เหมือนอับดุลย์ คือ “รู้ทุกเรื่อง” …ท่่านอาจารย์วิกิ เล่าให้ผมฟังว่า….”

    เพลงมาร์ชพิทักษ์สันติราษฏร์ หรือมาร์ชตำรวจนั้น ประพันธ์ทำนองโดยครูนารถ ถาวรบุตร และเนื้อร้องโดยครูแก้ว อัจฉริยกุล โดยแต่งขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2500

    นอกจากนั้น ชรินทร์ นันทนาคร นักร้องระดับตำนานได้เล่าไว้ในคอลัมน์หกแยกบันเทิง ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ เมื่อปีพ.ศ.2539 ไว้ว่า ครูนารถ ถาวรบุตร แต่งเพลงนี้ขึ้นโดยคำสั่งของพลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจในขณะนั้น โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องแพ้เพลงมาร์ชกองทัพบกไม่ได้เป็นอันขาด ซึ่งท่านก็สามารถแต่งสำเร็จได้ในเวลาไม่นานนัก ปรากฏว่าพลตำรวจเอกเผ่าประทับใจกับผลงานชิ้นนี้มาก โดยเฉพาะเนื้อร้องในท่อน “เกิดมาแล้วต้องตาย ชาติชายเอาไว้ลายตำรวจไทย…” ถึงกับมอบรางวัลให้ครูนารถเป็นเงินปึกหนึ่ง พร้อมเขียนคำชมลงในกระดาษ มีนามบัตรและลายเซ็นส่วนตัว ซึ่งเขียนไว้ว่า “สำหรับครู เอาไว้ให้ตำรวจดู เวลาครูเล่นไพ่

    ในบทความดังกล่าว ชรินทร์ยังระบุว่า ครูนารถได้เล่าเรื่องการแต่งเพลงนี้ให้ชรินทร์ฟังในภายหลังอย่างติดตลกด้วยว่า “ฉันไม่อยากแต่งเลยวะ ชรินทร์ เพราะฉันไม่ค่อยชอบตำรวจ มันมาจับฉันเรื่อย เวลาฉันเล่นไพ่”….

    ฟังประวัติเพลงมาซะยืดยาวแล้ว…หลายคนคงอยากจะฟังฉบับเต็ม ๆ แล้วหล่ะซิครับ….เอาเป็นว่า เดี๋ยวผม “จัดเต็ม”ให้เลยครับ แต่เวอร์ชั่นที่ผมจะเอามาให้ฟังนี้ เป็นเวอร์ชั่นที่ผมดัดแปลงนิดหนึ่ง ซึ่งระหว่างที่ผมดำรงตำแหน่ง “ผู้กำกับการ ฝ่ายดนตรี กองสวัสดิการ” เมื่อสักปีพ.ศ.2550 หรือว่า 2551 นี่แหละครับ ช่วงนั้นพวกเราได้มีโอกาสนำวงไปออกอากาศที่สถานีโทรทัศน์”Thai PBS” เนื่องในวันตำรวจ ผมก็เลยให้เอาบทอุดมคติตำรวจ มาต่อที่ส่วนหัวของเพลง นัยว่า เพื่อเป็นการ “ตอกย้ำ” อุดมการณ์ในการเป็น “ผู้พิทักษ์สันติราษฏร์” ซึ่งฟังดูก็เข้าท่าทีครับ

    เอาหล่ะครับ ยืดยาดเยิ่นเย้อมานาน มาลองฟังเพลง “มาร์ชพิทักษ์สันติราษฏร์” ฉบับล่าสุด จากการขับร้องบรรเลง โดยนักดนตรีและน้อง ๆ เยาวชนดนตรี จากกองดุริยางค์ตำรวจ (ชื่อเป็นทางการคือ “ฝ่ายดนตรี กองสวัสดิการ”) รวมทั้งนักร้องจากชมรมดนตรีสากลโรงเรียนนายร้อยตำรวจ กันดีกว่าครับ แล้วไงขอให้บทเพลง ๆ นี้ มีส่วนสำคัญในการปลูกฝัง หรือว่า เรียกกลับคืน ส่ิงที่เรียกว่า “อุดมการณ์” ของคนเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฏร์  เพื่อให้ประชาชน ที่เค้าเป็น “นายจ้าง” ตัวจริงของพวกเรา ได้รับในส่ิงที่ท่อนหนึ่งของบทเพลงที่เขียนไว้ว่า “เราอยู่ไหนประชาอุ่นใจทั่วกัน” อย่างแท้จริงด้วยเถอะครับ