ป้ายกำกับ: การปฏิบัติการข่าวสาร

  • การปฏิบัติการข่าวสาร-สื่อสังคมออนไลน์ กับตำรวจไทย 4.0

    การปฏิบัติการข่าวสาร-สื่อสังคมออนไลน์ กับตำรวจไทย 4.0

    สไลด์ประกอบคำบรรยาย วิชาการปฏิบัติการข่าวสาร สือสังคมออนไลน์ กับตำรวจไทย 4.0 สำหรับ นักเรียนนายสิบตำรวจ ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 7

    มีโอกาสมาคุยกับ น้อง ๆ นักเรียนนายสิบตำรวจ ที่ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 7 ตามคำเชื้อเชิญ ของเพื่อนอ้อ พล.ต.ต.อัคราเดช พิมลศรี ผู้การศูนย์ฝึก…อย่างน้อย การมาช่วยหว่าน ช่วยปลูกเมล็ดพันธุ์ ที่กำลังจะเจริญเติบโต มาทดแทน คนรุ่นเก่า ก็อาจจะทำให้องค์กรนี้ สังคมนี้ ดีขึ้น…บ้าง ไม่มากก็น้อย

    รักนะ จุ๊บ ๆ

  • สื่อสังคมออนไลน์กับการปฏิบัติการข่าวสารในภาวะวิกฤติ : สำหรับหลักสูตร บตส.45

    สื่อสังคมออนไลน์กับการปฏิบัติการข่าวสารในภาวะวิกฤติ : สำหรับหลักสูตร บตส.45

    สไลด์ประกอบคำบรรยาย วิชาสื่อสังคมออนไลน์กับการปฏิบัติการข่าวสารในภาวะวิกฤติ สำหรับหลักสูตรบริหารงานตำรวจชั้นสูงรุ่นที่ 45 (บตส.45)
    10 กย.2561 มาคุยกับนักเรียนหลักสูตร “บริหารงานตำรวจชั้นสูงรุ่นที่ 45” (บตส.45) หรือเรียกชื่อหลักสูตรเป็นชื่อเล่นว่า “โรงเรียนผู้การ” ซึ่งเป็นหลักสูตรระดับ “สูงสุด” ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
    การปฏิบ้ติการข่าวสาร เป็น “กลไก” หนึ่งในการบริหารเหตุการณ์ ทั้งในภาวะวิกฤติ และในภาวะปกติ ซึ่งจากเหตุการณ์ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติทางสังคม วิกฤติเรื่องภัยธรรมชาติ อุบัติภัย หรือในหน้างานของตำรวจโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติอาชญากรรม หรือแม้กระทั่งอาชญากรรมข้ามชาติ …ล้วนแล้วแต่ต้องถูก “บริหารจัดการ” ไม่เช่นนั้นแล้ว การแก้ไขปัญหา อาจจะไม่ได้ผล หรือได้ผลในแบบ “ไร้ประสิทธิภาพ”
    การปฏิบัติการข่าวสาร เดิมทีเดียว เป็นยุทธศาสตร์ทางการทหารที่เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุด และเข้าสู่ยุคสงครามเย็น หรือ “สงครามตัวแทน” ซึ่งนอกจากการรบพุ่งด้วยกำลังทางทหารและศาตราวุธแล้ว ปฎิบัติการทางทหารรูปแบบใหม่ท่ีเรียกว่า “การปฏิบัติการข่าวสาร” ก็เข้ามามีบทบาทสำคัญไม่น้อย ซึ่งยุทธวิธีของการปฏิบัติการข่าวสารในทางทหารมีหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยข่าวลวง สงครามจิตวิทยา การทำลายเครือข่ายคอมพิวเตอร์ สงครามอิเลคโทรนิคส์ รวมทั้งปฏิบัติการต่อต้านการปฏิบัติของฝ่ายตรงข้่าม
    อย่างไรก็ตาม เมื่ออินเตอร์เน็ต เริ่มเข้ามาปฏิวัติโลก หลังจากสิ้นสุดการปฏิว้ติอุตสาหกรรมมาเกือบศตวรรษแล้ว ข้อมูลข่าวสารก็กลายมาเป็นเครื่องมือใหม่ที่จะมาช่วยทั้ง “ทำลายล้าง” และ “อภิวัฒน์” สังคมมนุษย์ การปฏิบัติการข่าวสารในยุคปัจจุบัน จึงมุ่งให้ความสนใจไปที่การปฏิบัติการกับข้อมูลเป็นหลัก ทั้งการปฎิบัติการด้านจิตวิทยาด้านข้อมูล การปล่อยข้อมูลลวง รวมถึงการสร้างข้อมูลเท็จในบางกรณี ซึ่งหลาย ๆ ครั้งในโลกยุคปัจจุบัน เราคงจะได้เห็นอาณุภาพของข้อมูลทั้งที่เป็นจริง และเป็นเท็จในทำลายล้าง รวมทั้งสร้างสรรค์มานักต่อนักแล้ว
    การพูดคุยกับนักศึกษาหลักสูตร บตส.45 ในว้นนี้ จึงมุ่งเน้นสร้างความเข้าใจร่วมกันสามประการ กล่าวคือ ประการแรก ให้เห็นความสำคัญของการ “บริหารเหตุการณ์” โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับภาวะวิกฤติ ในฐานะทั้งเป็นผู้นำบริหารเหตุการณ์ และในฐานะฝ่ายอำนวยการที่จะต้องให้ความเห็นต่อผู้บังคับบัญชา
    ประการที่สอง ให้เห็นความสำคัญของการ “ปฏิบัติการข่าวสาร” ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการบริหารเหตุวิกฤติ ไม่แพ้องค์ประกอบด้านอื่น ทั้งนี้เพื่อสร้างการับรู้ให้กับสังคม สร้างความชอบธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ และเป้าหมายสูงสุดก็คือการให้สังคมเห็นพ้อง กับการปฏิบัติของฝ่ายเรา
    ประการสุดท้าย เพื่อแนะนำช่องทางในการเผยแพร่สื่อ ในช่องทางที่จำเป็นของยุคสมัย นั่นคือ”สื่อสังคมออนไลน์” หรือ “Social Media” ซึ่งนอกจากมีแนวโน้มสำคัญในการเข้ามาแทนที่สื่อกระแสหลักแล้ว ยังเป็นการปฏิบัติการที่ง่ายต่อความเข้าใจของผู้ปฏิบัติ และที่สำคัญประหยัดงบประมาณในการดำเนินการอย่างมหาศาล
    การพูดคุยกันในวันนี้ มิได้หวังจะทำหน้าที่ “ผู้สอน” เป็นแต่เพียงการหารือหนทางปฏิบัติร่วมกัน ในฐานะที่ทั้งวิทยาการและผู้เข้ารับการอบรมมีประสบการณ์ในการปฏิบัติหน้าที่มาในระยะเวลาไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ดังนั้น จึงไม่มีหนทางปฏิบัติที่ดีทีสุด ถูกที่สุด เป็นแต่เพียงการนำประสบการณ์มาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกัน เพื่อเตรียมการณ์ที่จะรองรับสถานการณ์ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างมีสติ ทันท่วงที และที่สำคัญ…เกิดประสิทธิภาพสูงสุด….
    รักนะ จุ๊บ ๆ
  • การปฏิบัติการข่าวสารสำหรับตำรวจภูธรภาค 4

    การปฏิบัติการข่าวสารสำหรับตำรวจภูธรภาค 4

    9 ส.ค.61 ผมได้รับการชักชวนมาคุยกับพี่น้องตำรวจภูธรภาค 4 ณ ที่ทำการ ตำรวจภูธรภาค 4 จังหวัดขอนแก่น มีพี่น้องที่ทำหน้าที่ ไอโอ ทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ (ซึ่งอันที่จริง ก็เป็นศัพท์เทคนนิคของตำรวจที่ยังค่อนข้างสับสนในแง่ความหมาย และแนวทางปฏิบัติอยู่ 555) มาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้กัน โดยเดินทางมาจากจังหวัดต่าง ๆ ในสังกัดตำรวจภูธรภาค 4 ทั้ง 12 จังหวัด และเจ้าหน้าที่ซึ่งทำหน้าที่ ณ พื่นที่ส่วนกลาง ของตำรวจภูธร ภาค 4 รวม ๆ แล้วเกือบ 300 คน
    ยังไงผมก็ขออนุญาตออกตัวซะก่อนนะครับว่า หัวข้อนี้แม้เป็นเรื่องวิชาการทางการทหารที่มีใช้กันมานานแล้วก็ตาม แต่ในบริบทความเป็นตำรวจ นับว่ายังใหม่อยู่มาก เพราะเป้าหมายในวิชาชีพมีความแตกต่างกัน ดังนั้นเป้าหมายความสำเร็จคือการพัฒนาองค์ความรู้ไปพร้อม ๆ กัน โดยผมทำหน้าที่เพียงแนะนำแนวความคิดเบื้องต้น หลังจากนั้น การทดลองปฏิบัติไปพร้อม ๆ กัน ก็จะเป็นการร่วมการพัฒนาองค์ความรู้ในด้านนี้สำหรับกิจการตำรวจไปด้วยกัน
    สไลด์ที่นำมาแชร์ไว้นี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ที่ใช้ประกอบคำบรรยาย อาจมีเนื้อหาไม่ครบถ้วน 100 % แต่ก็ครอบคลุมไปมากกว่า 90 % แล้วผมก็อยากจะขอเน้นนะครับ ว่านี่เป้นเพียงข้อแนะนำแนวทางปฏิบ้ติ ซึ่งไม่ควรอย่างยิ่ง ในการนำไปอ้างอิงต่อทางวิชาการ ซึ่งผมจะ….ไม่ขอรับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้น….555
    รักนะ จุ๊บ ๆ
  • IO in Crisis

    IO in Crisis

    วันจันทร์ 18 ธันวาคม 2560 ….วันแรกของการทำงาน หลังจากหยุดพักงานมากว่า 2 สัปดาห์ ด้วยเหตุผลที่ต้องพักรักษาตัวเอง หลังจากเข้ารับการผ่าตัดกระดูกสันหลัง ด้วยโรค “หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท” โรคสมัยนิยม ของคนวัย “เก๋า” (แปลว่ายังไม่ยอมรับความจริงว่า “แก่” 555) นับเป็นการผ่าตัดที่เดียวกัน แผลเดียวกัน ในรอบสองปี ผู้คนรอบตัวมักจะตั้งคำถามยาก ๆ ว่า ผมเป็นโรคนี้ด้วยเหตุอะไร….เอ้า ถ้าผมรู้ว่ามันเหตุอะไร ผมคงหาทางป้องกันไม่ให้มันเป็นแล้วลุงงงงงง 555 … ถึงวันนี้มันก็ยังหาคำตอบไม่ได้อยู่ดี แต่ก็นับว่าผมสามารถใช้สวัสดิการของรัฐ ที่เค้ามอบให้กับคนเป็นข้าราชการอย่างเราได้คุ้มค่า เพราะในระยะเวลา 4 ปี ที่ผ่านมา ผมสามารถเข้าห้องผ่าต้ดใหญ่ ด้วยโรคที่คล้ายคลึงกันได้ถึงสี่ครั้ง เริ่มต้นด้วย เอ็นหัวไหล่ด้านซ้ายขาด ปีต่อมา เอ็นหัวไหล่ด้านขวาขาด ปีต่อมาผ่าตัดหมอนรองกระดูกสันหลัง ยึดไททาเนียมไว้ที่กระดูก 3 ข้อ และล่าสุด ไอ้ที่ผ่าตัดเมื่อครั้งที่แล้ว ยังพบจุดที่ยังไม่เรียบร้อย เลยต้องผ่าซ่อม….สรุป มันเป็นเวรเป็นกรรมครับพ้มมมม

    เอาหล่ะครับ เริ่มมาเข้าเรื่อง ด้วยว่าในระหว่างหยุดซ่อมแซมร่างกายหลังผ่าตัด ผมได้รับคำร้องขอ แกมสั่ง แกมบังคับ จากพี่ชายสุดที่รัก พล.ต.ต.สรกฤษณ์​ แก้วผลึก รองผู้บัญชาการศึกษา หรือพี่กุ๊ก ในฐานะลูกพี่ใหญ่ ในวิชา  RPM (Role of Police in Crisis Management) ที่ผมร่วมเป็นคณะอาจารย์ ของวิทยาลัยตำรวจ มาหลายปีดีดัก ให้มาร่วมแก๊ง มาพูดคุยกับพี่น้องกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งผมถือว่าเป็นพี่น้องร่วมอาชีพกับพวกเรา นั่นก็คือพวกเราต่างทำหน้าที่หน่วยบังคับใช้กฎหมาย (Law Enforcement) เหมือนกัน ดังนั้น ภารกิจของเราก็ดูเหมือนจะใกล้เคียงกันมาก และการมาพูดคุยกับพี่น้อง DSI ในครั้งนี้ ก็ประมาณว่าเป็นการคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการทำงาน เพื่อร่วมกันพัฒนางานของพวกเราให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น

    เรามาเริ่มภาพรวมการทำงานของตำรวจ ในวิชา RPM หรือ Role of Policein Crisis management) หรือวิชาการบริหารเหตุการณ์วิกฤติ ในบทบาทตำรวจกันก่อนแล้วกันนะครับ เพื่อให้เห็นภาพรวมของทุกอนู ว่าเรากำลังจะเตรียมการณ์เพื่อจะทำอะไร  ในวิชา RPM เป็นวิชาที่ว่าด้วย เมื่อมีเหตุการณ์วิกฤติเกิดขึ้น ในฐานะผู้บริหารหน่วย ท่านจะต้องทำอย่างไร ซึ่งในสถานการณ์จริงในอดีตที่ผ่านมา หากทำงานกันแบบลูกทุ่ง การควบคุม สั่งการ บริหารเหตุการ์ ก็จะทำกันแบบที่ทุกฝ่าย โหมกันลงไปในพื้นที่เกิดเหตุ แล้วสั่งกันแบบโหวกเหวก โวยวาย เหมือนแม่ค้าขายหวยรางวัลที่หนึ่ง ในตลาด สั่งกันแบบคนสั่งใช้จินตนาการ ความรู้ ประสบการณ์ของตัวเองเป็นที่ตั้ง ถ้าโชคดี สถานการณ์ก็อาจจะคลี่คลายไปในทางที่เป็นคุณกับเรา แต่ถ้าโชคร้ายหล่ะครับ ทั้งความซวย ความรับผิดชอบตามกฎหมาย ซึ่งอาจรวมไปถึงความรับผิดทางอาญา ติดคุกติดตาราง ก็จะตามมาด้วย ซึ่งมีหนังตัวอย่างให้เห็นมามากมายแล้ว โดยเฉพาะในช่วงหลัง ๆ มานี้ ช่วงที่สยามประเทศ ก่อนปฏิวัติ ยังมีการแข่งขันกีฬาสีกันอยู่

    พัฒนาการในวิชา RPM ของบ้านเราก็เริ่มจะเห็นเป็นรูปเป็นร่าง แม้จะก่อร่างสร้างตัวมาก่อนหน้านั้นสักระยะหนึ่ง แต่พอเริ่มเผชิญกับสถานการ์จริง การเรียนรู้แบบ Learning By Doing รวมทั้งการได้รับการอบรมจากหน่วยงานจากต่างประเทศ ของกลุ่มวิทยากรในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำให้การบริหารเหตุการณ์วิกฤติ ตามหลักการของ RPM เริ่มเป็นรูปธรรมมากขึ้น

    แล้ววันนี้ ก็เป็นอีกโอกาสหนึ่ง ที่ผมและพี่น้องจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้มาสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ในวิชานี้ให้เกิดประโยชน์กับส่วนร่วม ก็เลยถือโอกาส เอาบางส่วนของสไลด์ประกอบการสนทนา มาแปะไว้ที่นี่ เผื่อว่าอาจจะเป็นประโยชน์บ้าง ไม่มากก็น้อย นะขอร้าบบบบบ !

  • คุยกับโฆษกตำรวจทั่วไทย

    คุยกับโฆษกตำรวจทั่วไทย

     

    1.001

    วันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคม 2559 ผมได้รับการทาบทามให้มาพูดคุยกับพี่น้องตำรวจที่ทำหน้าที่โฆษกของกองบัญชาการต่างๆทั่วประเทศ ซึ่งหัวข้อที่ผมได้รับมอบหมายให้มาทำหน้าที่คุยกับพี่น้องโฆษกในวันนี้ก็คือเรื่องสื่อสังคมออนไลน์กับการสื่อสารองค์กร ก่อนอื่นผมต้องขอออกตัวก่อนนะครับว่าผมไม่เคยร่ำเรียนมาทางนี้หรือเคยถูกฝึกฝน มาทางด้านนี้โดยตรง อาศัยครูพักลักจำ อาศัยสังเกตุการทำงานของคนเก่งเก่งรวมทั้งอาศัยแอบดูความรู้ที่วันนี้หลบซ่อนอยู่ตามสื่อสังคมออนไลน์มากมายล้นสายตาทะลักรูหูเต็มไปหมด

    เอาละครับก่อนที่จะเริ่มเข้าสู่เรื่องที่เราจะคุยกันผมขอให้พี่น้องลองดูคลิปต่อไปนี้ร่วมกันนะครับ แล้วลองช่วยกันพิจารณา

    ผมคงไม่วิจารณ์นะครับว่าภาพพจน์ตำรวจตามที่เห็นในคลิปจะออกมาบวกหรือลบ การเข้ามาให้ความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับคลิปนี้แน่นอนครับส่วนมากออกไปในทางลบ แต่สิ่งที่ผมอยากจะชี้ให้เห็นคือตัวเลขตัวเลขหนึ่งซึ่งน่าตกใจมากครับ คลิปนี้ถูกโพสต์ไว้เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2559 จนขณะนี้วันที่ 23 สิงหาคม 2559 ห่างกันเพียงไม่กี่วันครับมีคนเข้าไปดูถึง 1,370,000 คนเศษ และผมก็คิดว่าตัวเลขนี้คงจะมีให้เห็นถึง 2,000,000 คนในอีกไม่ช้า

    ทีนี้ลองมาดูอีกคลิปนึงดูครับว่าลีลาอารมณ์แตกต่างกันยังไงมาดูร่วมกันครับ

    แน่นอนครับพี่น้อง คงเห็นตรงกันว่าคลิปนี้เป็นมุมดีดีของพี่น้องตำรวจพวกเราที่โอกาสแรกที่ประชาชนพบเห็นคงจะคาดการณ์ได้ว่าตำรวจผู้นี้คงจะต้องมีท่าทีรับสินบาทคาดสินบนแน่ๆ แต่เรื่อง กลับเป็นตรงกันข้าม แต่สิ่งสำคัญที่ผมอยากจะชี้ให้เห็นร่วมกันก็คือตัวเลขอีกเช่นกัน ซึ่งดูแล้วน่าตกใจมาก  คลิปนี้ถูกโพสต์ขึ้นเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 แต่ขณะนี้คือวันที่ 23 สิงหาคม 2559 มีคนเข้าดูคลิปนี้แล้วทั้งสิ้น 25,900 กว่าคนเท่านั้นเองเกิดอะไรขึ้นกับสังคมนี้  เกิดอะไรขึ้นกับองค์กรของพวกเรา เดี๋ยวเราจะมาคุยกันครับ

    presentation images.004

    พี่น้องครับก่อนที่เราจะมาคุยกันเรื่องนี้ ผมอยากถามพี่น้องสามคำถามนั่นก็คือ ข้อที่หนึ่งพวกเรากำลังมาทำอะไรกัน ข้อที่สองทำไมพวกเราถึงต้องมาทำสิ่งนี้ร่วมกัน และข้อที่สามพวกเราจะ ทำสิ่งนี้ร่วมกันได้อย่างไร ได้ด้วยวิธีใด

    presentation images.005

    แน่นอนครับพวกท่านเป็นผู้มีความสามารถพิเศษและถูกเลือกจากหน่วยให้มาทำหน้าที่โฆษก แล้วโฆษกมาทำอะไรครับ ผมคิดว่าการมาเป็นโฆษกคือการมาทำหน้าที่สื่อสารให้กับคนสองกลุ่มเข้าใจคนสองกลุ่มที่ว่าคือใครเหรอ กลุ่มแรกผมคิดว่าคือพวกเรากันเองครับคือตำรวจด้วยกันเอง ทำไมต้องสื่อสารกับตำรวจด้วยกันเองเดี๋ยวผมจะพูดให้ฟังอีกทีครับ ส่วนกลุ่มที่สองคือพี่น้องประชาชนที่เราจะต้องทำหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องโดยตรง

    presentation images.006

    presentation images.007

    การทำหน้าที่ให้คนทั้งสองกลุ่มเข้าใจ ถ้าจะเรียกกันแบบไม่ต้องคิดมากก็เรียกว่าไปทำประชาสัมพันธ์ให้คนทั้งสองกลุ่มเข้าใจ แต่ถ้าจะเอาภาษาที่ดูดีขึ้นมาหน่อย ก็อาจจะเรียกได้ว่าการสื่อสารองค์กร ซึ่งผมก็คงจะไม่ลงลึกว่าการสื่อสารองค์กรคืออะไร แปลว่าอะไรเพราะคิดว่าท่านสามารถค้นหาข้อมูลความรู้ได้จาก สื่อออนไลน์ทั่วไปไม่ยากอยู่แล้ว

    เอาเป็นว่าสิ่งที่ผมพูดว่าเราจะต้องสื่อสารกับพวกเราเองคือตำรวจและคนภายนอกคือพี่น้องประชาชนทั่วไปคือเราจะต้อง ทำหน้าที่แทนองค์กรในการสื่อสารกับภายนอกคือพี่น้องประชาชนและภายในคือพี่น้องตำรวจพวกเราเอง

    presentation images.008presentation images.009

    การสื่อสารภายนอกหรือการสื่อสารกับประชาชนเราทำอะไรบ้างครับ ผมคิดว่าเราทำภารกิจเพียงสามอย่างนั่นก็คือ ประการแรกการสร้างความเข้าใจ ประการที่สองการบอกกล่าวผลงาน และประการที่สามการได้ทำหน้าที่ตำรวจ สามอย่างที่ว่าถ้าจะพูดให้สอดคล้องกันถึงภารกิจในการสื่อสารองค์กรภายนอกก็คือการสร้างความเข้าใจบอกกล่าวผลงานและทำงานตำรวจ

    ผมยกตัวอย่างการสร้างความเข้าใจครับ อย่างคลิปที่เราดูร่วมกันเรื่องที่ตำรวจมีปากเสียงกับพนักงานขายอย่างนี้เราควรจะสร้างความเข้าใจกับสังคมกับบทบาทตามกฏหมายของเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างไร ถ้าหากการกระทำนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นฝ่ายถูกต้องเราควรจะทำอย่างไร แต่ในทางตรงกันข้ามหากเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นฝ่ายผิดเราควรจะทำอย่างไรให้ประชาชนเข้าใจในสิ่งที่ถูกต้อง

    ประการที่สองเรื่องการบอกกล่าวผลงานทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อให้สังคมได้มีความมั่นใจว่าตำรวจสามารถป้องกันชีวิตร่างกาย สามารถปราบปรามภัยอาชญากรรมที่เกิดขึ้นได้ การบอกกล่าวสังคมถึงผลงานถึงผลการจับกุมก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน

    ประการสุดท้ายที่ผมบอกไว้ว่าเป็นหน้าที่เราที่จะต้องสื่อสารกับภายนอกสื่อสารกับประชาชนนั่นก็คือการทำหน้าที่ตำรวจ ถ้าย้อนไปดูพระบรมราโชวาทของล้นเกล้า รัชกาลที่ห้า ที่ท่านทรงกล่าวโดยสรุปได้ว่าการจับผู้ร้ายไม่ถือเป็นความชอบ แต่จะเป็นความชอบก็ต่อเมื่อได้ระวังป้องกันไม่ให้ภัยเกิดกับสังคมไม่ให้ภัยอาชญากรรมเกิดกับประชาชน นั่นถือว่าตำรวจได้กระทำโดยชอบโดยครบถ้วนตามหน้าที่ของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์แล้ว

    เพราะฉะนั้นการทำหน้าที่บอกกล่าวกับสังคม กับประชาชนว่าควรจะป้องกันตัวเองจากภัยของอาชญากรรมจากภัยของยาเสพติดหรือภัยอื่นๆ ที่จะทำให้พี่น้องประชาชนเดือดเนื้อร้อนใจจึงเป็นหน้าที่ของพวกเราโดยตรงและผมถือว่านี่คือหน้าที่สำคัญไม่แพ้เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายปราบปรามฝ่ายสืบสวนจับกุมที่กำลังทำงานภาคสนามอยู่ในขณะนี้ เพราะเรากำลังทำหน้าที่ ให้ข้อมูลข่าวสารในการระวังป้องกันตัวเองแก่พี่น้องประชาชนถือว่าเป็นการทำหน้าที่ป้องกันอาชญากรรมอีกรูปแบบหนึ่ง

    presentation images.010

    ส่วนการทำหน้าที่สื่อสารองค์กรภายในก็คือการทำหน้าที่สื่อไปยังพี่น้องตำรวจของพวกเราให้เข้าใจในสองเรื่องคือเรื่องที่หนึ่งให้เข้าใจความเป็นมาเป็นไปร่วมกันอย่างถูกต้องและตรงกันยกตัวอย่างเช่น วันนี้กี่คนครับที่จะรู้ว่าวิสัยทัศน์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติคืออะไร เปรียบไปแล้วเหมือนกับเรากำลังขึ้นรถไฟขบวนเดียวกันแล้วผู้โดยสารกี่คนที่จะรู้ว่าเรากำลังจะมุ่งหน้าไปทางไหน ถ้าหากว่าสถานการณ์ที่คนบนขบวนรถไม่รู้เลยว่ารถที่เราโดยสารอยู่จะมุ่งหน้าไปทางไหน ผมคิดว่าสถานการณ์เช่นนี้เป็นเรื่องอันตรายสำหรับองค์กรแล้วครับ

    อีกประการหนึ่งของการสื่อสารภายในองค์กรโดยเฉพาะองค์กรตำรวจของพวกเรานั่นก็คือ การให้ความรู้การให้ความเข้าใจ การสร้างแรงบันดาลใจให้งานในหน้าที่ของตำรวจสำเร็จลุล่วงและเป็นที่พึงพอใจของพี่น้องประชาชน ซึ่งนั่นก็คือเป้าหมายสูงสุดของคนที่ทำหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร

    presentation images.011

    นอกจากการทำหน้าที่สื่อสารองค์กรดังกล่าวแล้ว ภารกิจคล้ายคลึง เกี่ยวกันบ้าง ต่างกันออกไปบ้าง แต่ก็น่าจะอยู่ในหมวดหมู่เดียวกันได้ นั่นก็คือการทำหน้าที่ปฏิบัติการข่าวสาร ซึ่งในระยะสัก 7-8 ปีให้หลังมานี้ ในวงการตำรวจมีการใช้การ การสั่งการกันมาก ซึ่งพอมาวิเคราะห์จากประสบการณ์ที่ผ่าน ๆ มาดูแล้ว การทำหน้าที่ไอโอ หรือปฏิบัติการข่าวสาร ในบริบทของตำรวจ มีความแตกต่างค่อนข้างมากกับการทำหน้าที่ดังกล่าวของฝ่ายทหาร ซึ่งถือว่าเป็นเจ้าตำรับของวิชาการดังกล่าว แต่จะเป็นอย่างไรนั้น ผมได้เคยเขียนเป็นบทความมาแล้ว ก็เชิญเข้าไปอ่านได้ตามลิงค์ด้านล่างนี้เลยครับ

    http://yingyos.com/โปลิศ-ไอโอ-101-ตอนที่-1-เกริ่น/

    http://yingyos.com/โปลิศไอโอ101ตอนที่2ทีมไอโ/

    http://yingyos.com/ว่าด้วยภาพและคลิป/

    presentation images.012presentation images.013presentation images.014presentation images.015presentation images.016

    presentation images.017


    presentation images.018

    last.020

    เราได้พูดไปแล้วนะครับว่าเรากำลังจะทำอะไร วันนี้เราก็จะมาทำความเข้าใจครับว่าทำไมเราถึงต้องทำสิ่งนี้ก่อนที่ผมจะบอกถึงเหตุผลว่าทำไมพวกเราถึงต้องทำสิ่งนี้  ผมอยากให้ดูภาพนี้ครับ ภาพนี้เป็นภาพของผมเองครับเมื่อเดือนที่แล้วผมได้มีโอกาสเข้าไปทำการผ่าตัดหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทที่โรงพยาบาลตำรวจการผ่าตัดของผมเอาเป็นว่าถ้าผมต้องเข้าโรงพยาบาล เอกชน ผมคงต้องเสียค่ารักษาพยาบาลอย่างน้อยก็ซัก 300,000 บาทขึ้นไปแต่นี่ค่าใช้จ่ายที่โรงพยาบาลตำรวจผมเสียเพียง ค่าไททาเนี่ยมสองก้อนที่ยัดเข้าไปแทนหมอนรองกระดูกซึ่งเสื่อมสภาพการใช้งานค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดที่ต้องเข้าห้องผ่าตัดและต้องนอนอีกเกือบสองสัปดาห์เพียงแค่ประมาณ 60,000 บาท แต่ผมเป็นคนโชคดีมากกว่านั้นครับเพราะเมื่อสองปีที่แล้วเอ็นหัวไหล่ซ้ายผมก็ขาดต่อมาเอ็นหัวไหล่ขวาก็ขาด เป็นอันว่าผมต้องเข้าโรงพยาบาลตำรวจเพื่อผ่าตัดสามปีติดต่อกัน รวมค่ารักษาพยาบาลก็น่าจะเฉียดหลัก 1,000,000 ละครับ สิ่งที่ผมพูดผมกำลังจะบอกว่า พวกเรามีอาชีพที่โชคดี ถึงแม้ว่าค่าจ้างต่อเดือนจะ ไม่มากนัก แต่สวัสดิการโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการรักษาพยาบาล ซึ่งเหมารวมถึงคนในครอบครัว และที่สำคัญเงินบำนาญแบบให้เปล่าหลังเกษียณอายุราชการ เมื่อรวมกันแล้วก็ดูไม่ใช่น้อยและแค่เหตุผลนี้เพียงเหตุผลเดียวผมก็ว่าน่าจะเพียงพอที่พวกเราต้องทำหน้าที่ ทุ่มเทอย่างเต็มที่ทำงานตอบแทนองค์กร ตอบแทนประชาชน ตอบแทนแผ่นดิน อย่างเต็มความรู้ความสามารถ

    presentation images.019

    ซึ่งอาจสรุปได้ว่าเหตุผลที่พวกเราต้องทำหน้าที่นี้ หากจะมองอย่างผิวเผินก็คือพวกเราต้องทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา ซึ่งพิจารณาแล้วว่าพวกเราเป็นผู้ มีความรู้ความสามารถโดยเฉพาะในด้านนี้ แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นเพราะพวกเราเป็นตำรวจ ที่ต้องทำหน้าที่สำคัญตามที่ผมพูดเอาไว้แล้วข้างต้น

    presentation images.020

    ทีนี้ เราจะมาคุยกันว่า แล้วเราจะทำเรื่องนี้อย่างไร…พี่น้องครับ วันนี้ กลไกการขับเคลื่อนความเป็นไปของโลก ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง นับแต่วันที่คำว่า “อินเตอร์เน็ต” ได้ถูกคิดค้นขึ้นมา โลกวันนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยข้อมูล และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเชื่อมโยงข้อมูลเข้าหากันด้วยถนนสายใหญ่ที่ชื่ออินเตอร์เน็ต ยิ่งไปกว่านั้น Social Media ซึ่งถือเป็นผลิตผลใหญ่ของการเชื่อมโยงข้อมูล ก็ถูกคิดค้นขึ้นมา ซึ่งทำให้วันนี้เกมส์ของโลก เกมส์ธุรกิจ เกมส์การใช้ชีวิต เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง

    วันนี้ผมเชื่อว่าแทบทุกคนใช้โทรศัพท์ที่เรียกว่าสมาร์ทโฟน ซึ่งสามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ ผมเชื่อว่าทุกคนน่าจะมีประสบการณ์ในการใช้สื่อแบบใหม่ที่เรียกว่า Social Media

    Social Media เกิดจากการที่คนประมาณว่า 1 พันล้านคนช่วยกันแชร์ข้อมูลของตัวเองออกมาในที่สาธารณะที่เรียกว่า Social Media โดยในปี 2015 มีคนโพสต์ข้อความสาธารณะ บน Social Media ทั้งสิ้น 2,600,000,000 ข้อความ หรือประมาณ 7,000,000 ข้อความต่อวัน  82 ข้อความทุกวินาที

    การใช้สื่อชนิดนี้ ทำให้คนที่มีความแตกต่างกันไม่ว่าฐานะทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เชื้อชาติ มีความเท่าเทียมกันได้ จากการได้เข้าถึงข้อมูล รวมถึงจากการเผยแพร่ข้อมูล ….โลกกำลังถูกขับเคลื่อนไปสู่ความเท่าเทียมกัน ซึ่งแต่เดิมเป็นเพียงอุดมคติ แต่วันนี้เราได้เห็นปรากฏการณ์หลายอย่างที่ปรากฎทางโลกออนไลน์ ที่สามารถสรุปตอกย้ำคำพูดนี้ได้

    สื่อแบบดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ วิทยุ สิ่งพิมพ์ ต่างปรับตัวเองขนานใหญ่ คนไม่ตระหนัก ปรับตัวเองไม่ทันก็มีอันล้มหายตายจากไปมากมาย สื่อบางสื่อต้องปิดตัวเอง หรือหันมาเป็นผู้เล่นในสนามใหม่ทีชือว่า Social Media บางสื่อผสมสานสื่อใหม่เข้ากับสื่อดั้งเดิม…เหล่านี้เป็นการปรับตัวเองเพื่อให้องค์กรสื่ออยู่รอด และไปกันได้กับเกมส์ใหม่ของโลก

    presentation images.021

    แล้วอย่างนี้ องค์กรของเราซึ่งกำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วงในสังคม จะไม่ปรับตัวเองได้อย่างไร…ผมขอเน้นย้ำเลยว่า Social Media ได้ก้าวเข้ามาปฎิวัติโลกในทุกมิติ การปฎิรูปองค์กรตำรวจ ผมว่าในทางเป็นจริงของโลก มันได้ถูกปฎิรูปไปอย่างไม่รู้ตัว จากภาคประชาชน ที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนจเรตำรวจ เหมือนผู้ตรวจสอบการทำงานของตำรวจในทุกหนทุกแห่ง…ประชาชน จะเป็นใครก็ได้ สามารถถ่ายทอดสด สามารถแอบถ่ายคลิป สามารถวิจารณ์การทำงานของตำรวจ ผ่านเครื่องมือขนาดเล็กที่เรียกว่าสมาร์ทโฟน แล้วนำไปออกอากาศให้ชาวโลกได้ช่วยกัน “รุมยำ” ตำรวจ ผ่านสื่อที่ชื่อว่า Social Media …ลองดูตัวอย่างนี้อีกสักตัวอย่างครับ

    คลิปนี้ถูกนำไปโพสต์ใน Youtube ไว้เมื่อ 17 กรกฎาคม 2558 ขณะนี้มีคนเข้าไปดู 2,384,888 คน และก็คาดว่าตัวเลขจะวิ่งไปเรื่อย ๆ ในแบบที่เรียกว่าน่าตกใจ กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับองค์กรของเรา

    ก็อย่างเหตุผลที่ผมว่าแหละครับ “ใครก็ได้” มีสิทธิเท่าเทียมกันบนโลกใบนี้ ภายใต้เกมส์ใหม่ที่ถูกขับเคลื่อนโดย Social Media ถึงขนาดนี้แล้วพวกเรายังคงจะใช้วิธีการเก่าๆ รูปแบบเก่า ๆ ขับเคลื่อนวิธีการทำงานของพวกเราอีกหรือครับ

    presentation images.022

    เอาเป็นว่า ผมขอ “ฟันธง” ไปเลยก็แล้วกันว่า ถึงวันนี้แล้วพวกเราในฐานะคนทำหน้าที่สื่อสารองค์กร ทำหน้าที่ไอโอ จำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีการทำงาน มาใช้สื่อใหม่ที่ชื่อว่า Social  Media กันแล้ว ด้วยเหตุผลสามประการคือ,,, มันเป็นของฟรี มันง่ายต่อการใช้ และที่สำคัญ มันเป็นสือแห่งยุคสมัยของโลกใบนี้ไปซะแล้ว

    ทีนี้ Social Media มีอยุ่มากหน้าหลายตา หากถามว่าเราจะใช้ตัวไหนมาทำงานโฆษกของพวกเราดี…เอาเป็นว่าเราลองมาพิจารณาดูตัวเลขการใช้สื่อยอดฮิตของคนไทยแต่ละตัวแล้วค่อยมาต้ดสินใจด้วยกันนะครับ

    presentation images.023

    เริ่มกันที่ตัวแรก Facebook วันนี้ ในปี 2559 ประมาณการว่ามีคนใช้ Facebook มากกว่า  41 ล้านคน หรือคิดเป็น 60 % ของประชากรไทยทั้งประเทศ และมี Facebook Fanpage มากกว่า 700,000 Fanpage

    นอกจากนี้ ตัวเลขที่น่าตกใจอีกตัวหนึ่งก็คือ คนไทยใช้ Facebook มากเป็นอันดับ 8 ของโลก ! ซึ่งหาก Facebbok ถูกใช้ในทางสร้างสรรค์ ในทางทำมาหากิน มากกว่านี้ ผมเชื่อว่าประเทศไทยจะก้าวสู่การเป็นมหาอำนาจของโลกได้ไม่ยาก….555

    presentation images.024

    presentation images.025

    ลองมาดูอีกตัวหนึ่งนะครับ Twitter มีผู้ใช้คนไทย ในปี 2559  5.3 ล้านคน แต่ผู้ใช้ที่ใช้เป็นประจำ และใช้อย่างเป็นเรื่องเป็นราวจริง ๆ มีตัวเลขอยู่ประมาณ 1.2 ล้านคน….ซึ่งดูเหมือนว่าสื่อชนิดนี้ จะไม่ถูก  “จริต” กับคนไทย แต่…อย่ามองข้ามเด็ดขาด เพราะ ใคร ? คือคนที่ใช้สือพวกนี้

    จากการสำรวจ คนใช้ Twitter ส่วนมากเป็นบรรดาคนชั้นกลางขึ้นไปในสังคม รวมทั้งเหล่านักการเมือง เหล่าเซเล็บทั้งหลาย แต่ที่สำคัญ คนใช้ Twitter แบบเป็นเรื่องเป็นราวในประเทศนี้ และในโลกก็คือบรรดานักข่าว สื่อมวลชน

    ดังนั้น หากอยากรู้กระแสความเคลื่อนไหว ของบรรดาคนต่าง ๆ เหล่านี้ หรืออยากแชร์ข้อมูลให้คนเหล่านี้ทราบ หรืออยากให้คนเหล่านี้เอาข้อมูลของเราไปแชร์ต่อ… Twitter ก็จัดว่าเป็นสื่อที่มองขัามไม่ได้

    presentation images.026

    มาถึงอีกตัวหนึ่ง ซึ่งเพิ่งทำการเปลี่ยนโลโก้ ไปไม่นาน นั่นคือ Instagram  โดยในปี 2559 มีผู้ใช้ทั้งหมดประมาณ 7.8 ล้านคน  แต่ใช้แบบเป็นเรื่องเป็นราว ประมาณ 1 ล้านเคน

    ก็เช่นกันครับ ตัวเลขอาจจะไม่มาก ไม่หวือหวา แต่ก็มองข้ามไม่ได้เช่นกัน เพราะคนใช้สื่อนี้ส่วนมากเป็นพวกเด็กวัยรุ่น รวมทั้งดารา เซเล็บ ต่าง ๆ ดังนั้น หากเราต้องการสื่อสารกับคนเหล่านี้ Instagram ก็จัดได้ว่าเหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง

    presentation images.027presentation images.028

    presentation images.029

    มาถึงพระเอกในยุคสมัยที่กำลังมาแรง โดยเฉพาะในวงการของพวกเรานั่นคือ ไลน์….ณ ปี 2558 มีผู้ใช้ไลน์ทั้งสิ้น 33 ล้านคน และในปีนี้ 2559 คาดกันว่า ผู้ใช้ไลน์จะมียอดทะลักไปถึง 50 ล้านคน..แต่ตัวเลขที่น่าตกใจไปกว่านั้นก็คือ คนไทยใช้ไลน์มากเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากญี่ปุ่น…..!

    นอกจากนั้น ในปี 2559 มีเหล่า ประชาชนก้มหน้า ใช้เวลากับ Smart Phone เฉลี่ยแล้ว 5.7 ชั่วโมงต่อวัน และใน 5.7 ชั่วโมง ใช้เวลากับไลน์ไปแล้ว 83.7 นาที

    ประเทศไทยมีการใช้งานไลน์ในการส่งข้อความมากกว่าค่าเฉลี่ย 52 % รูปมากกว่าค่าเฉลี่ย 114 % ส่งคลิปวิดีโอ มากกว่าค่าเฉลี่ย 85 % และส่งสติกเกอร์ มากกว่าค่าเฉลี่ย 52 %

    presentation images.030presentation images.031

    อีกตัวหนึ่งที่พวกเราต้องพึ่งพาอาศัยไม่แพ้ตัวอื่น นั่นก็คือ Youtube…ในปี 2559 คนไทยใช้งานอินเตอร์เน็ตผ่าน Smart Phone มากกว่า 42 ล้านคน และในบรรดาคนเหล่านั้น มากกว่า 80% ชมวิดีโอออนไลน์ผ่าน Youtube !…เวลารับชมต่อวัน 40 นาที !

    Youtube มีคนที่ Upload ข้อมูลที่เป็นเนื้อหาต่าง ๆ 1.3 ล้านราย มีคนที่มี Youtube Channel มากว่า 100,000 ช่อง…นั่นเปรียบเสมือน เรากำลังมีสถานีโทรทัศน์แบบใหม่ มากกว่า 100,000 ช่องในเมืองไทย

    presentation images.032presentation images.033

    ตัวสุดท้ายที่จะแนะนำให้รู้จัก ก็คือ WordPress ซึ่งเป็นเครื่องมือในการสร้างเว็บไซต์ชนิดใหม่แบบที่เป็น Social Media หรือที่บางคนเรียกเว็บไซต์เผ่าพันธุ์ใหม่นี้ว่า Blog

    วันนี้คนบนโลกกว่า 25 % ใช้ WordPress  สร้างเว็บไซต์…เหตุผลเหรอครับ เพราะมันง่ายต่อการใช้งาน มันไม่ต้องพึ่งพา Programmer หรือ Webmaster มันสามารถแชร์ข้อมูลที่เราสร้างไปยัง Social  media ตัวอื่นๆ ได้ และที่สำคัญ เราสามารถสร้าง หรือแก้ไขข้อมูล ผ่าน Application บน Smart Phone ได้….โอ้ว พระเจ้ายอด มันจอร์จมากกกกกก !

    ดังนั้น ไม่ต้องคิดมากเปลี่ยนใจในการสร้างเว็บไซต์มาใช้ WordPress กันเถอะครับ

    presentation images.034

    เอาเป็นว่า บรรดาท่านโฆษกที่รักทั้งหลาย หากไม่รู้ว่าจะเลือกใช้อะไร ผมแนะนำเลย ไปทำความรู้จัก ไปทำความเข้าใจกับ 5 ตัวในรูป โดยเข้าไปพบอากู๋ Google หรือเข้าไปพบพี่ Youtube ซึ่งเป็นลูกหลานแท้ ๆ ของอากู๋ ไปศึกษา ไปค้นหาวิธีใช้ดูว่าแต่ละตัวมันใช้กันยังไง โลกยุคนี้ ความรู้หาได้ทั่วไป ทุกที่ ทุกเวลา อย่างอมืองอเท้า รอให้คนต้องมาป้อนใส่ปากเลยครับ เดี๋ยวจะตกโลกไปซะก่อน

    อย่าลืมนะครับ พวกเรากำลังทำหน้าที่ตอบแทนบุญคุณองค์กร ตอบแทนบุญคุณประชาชนที่ส่งเสียเลี้ยงดูเรามา และที่สำคัญตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน ที่ทำให้พวกเรา “มีวันนี้” ….ทุ่มเท จริงใจ จริงจัง ทำไปเถอะครับ เพื่ออย่างน้อยผมมั่นใจว่าพวกเราจะมีชีวิตที่ “ดีกว่า” องค์กรจะมีวิถีที่ “ดีกว่า” และสุดท้ายประเทศของเราก็จะเป็นประเทศที่ “ดีกว่า” ที่เป็นอยู่…..สวัสดีชาวโลก

     

    last.048